26.12.58

รำพันลำพูน



ไม่ค่อยรู้จักลำพูน 
ไม่ค่อยได้ยินว่าใครไปเที่ยวลำพูน
แถมยังไม่มีเพื่อนคนลำพูนสักคนด้วย
เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของเมืองนี้สักเท่าไหร่
จำได้แค่มีพระธาตุหริภุญชัย 
เป็นเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองในอดีต ซึ่งมีพระนางจามเทวีปกครอง
และรู้ว่าเป็นเมืองแห่งที่ตั้งของโรงงานมันฝรั่งทอดที่นิยมกันนักหนา
นอกจากนั้นนึกไม่ออกแล้วจริงๆ 

แต่แล้วโอกาสก็มาเคาะถึง inbox ใน facebbok
เมื่อมีพี่จัดทริปไปเที่ยวลำพูน
ฉันจึงไม่รีรอที่จะตอบตกลง
แถมทริปนี้ไม่ใช่ทริปท่องเที่ยวธรรมดา
เพราะเรามี อ.เพ็ญสุภา สุขคตะ  ผู้เชี่ยวชาญจังหวัดลำพูน
มาเป็นวิทยากรและนำพวกเราเที่ยวชมเมือง

ไม่ผิดหวังที่ตัดสินใจมา
ลำพูนเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก
จึงเต็มไปด้วยโบราณสถาน วัดวาอาราม
มีชมได้อิ่มหนำ
แถมแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
มีความเก๋ไปคนละแบบ ไม่ซ้ำที่ไหน 
อ. เพ็ญสุภา เล่าเรื่องราวลำพูนให้พวกเราฟังได้สนุกสนานมาก
ไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่หลายคนมองผ่านจะเต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจ












จบทริปด้วยความประทับใจ (มาก)
สนุกสนานได้ความรู้เต็มเปี่ยม
เสียดายที่หลายสิ่งกำลังจะหายไป
ถ้าไม่ได้มาตอนนี้
มาอีกทีอาจจะไม่มีอีกแล้ว

การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาโลกนี่เนอะ

16.12.58

...



















ฉันเกลียดเวลาที่ฉันกลายเป็นคนแบบที่ฉันเกลียด

3.12.58

Dengue Fever


เห็นข่าวดาราหนุ่ม ปอ ทฤษฎี เข้าโรงพยาบาลเพราะเป็นโรคไข้เลือดออก
ตอนนั้นรู้สึกตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าอาการจะรุนแรงมาก
ฉันแอบหวั่นอยู่เหมือนกัน 
เพราะวันดีคืนดีที่บ้านก็มียุงบินอวดโฉมไปมาเป็นระยะ
แต่คิดว่าคงไม่เป็นไร

อยู่ดีๆ มีอาการไข้สูง ปวดหัวหนักมาก
ไม่ได้เอะใจ ไปทำงาน ทำนู่นทำนี่ตามปกติ
จนเวลาผ่านไปสองสามวัน ไข้ไม่ลดสักที
จึงตัดสินใจไปตรวจที่โรงพยาบาล

และแล้วก็โดนจนได้กับเชื้อไวรัสเด็งกี่
ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างฉันจะเป็นโรคตามกระเเสกับเขาด้วยเหมือนกัน
หมอเลยสั่งให้หยุดงาน นอนพักอยู่บ้าน
ต้องทำตามนั้น ดื้อไม่ได้
เพราะเมื่อยตัว ปวดหัว เพลีย มีไข้ตลอด
อาหารก็กินได้น้อยมาก ต้องคอยดื่มน้ำและน้ำเกลือแร่

ช่วงที่ต้องระวังมากคือช่วงไข้ลด
เกล็ดเลือดจะต่ำ และอาจเกิดอาการช็อคได้
ฉันไม่ได้กลัว เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไหวอยู่
เลยรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปนอนที่โรงพยาบาลสักคืน
อาศัยว่าคอยเจาะเลือดไปให้หมอตรวจดูเกือบทุกวัน
แขนพรุนไปเลย

แอบตื่นเต้นเหมือนกัน
อยากเห็นว่าจุดแดงๆที่เขาว่ากันจะออกมาเป็นแบบไหน
เป็นลาย polka dot หรือเปล่านะ

ฉันออกจุดไม่เยอะ
มีตรงแขนขานิดหน่อยเอง
รู้สึกไม่สมศักดิ์ศรี อุตส่าห์เป็นทั้งที
ไม่เหมือนบางคนที่ขึ้นเป็นปื้นแดงๆ

กว่าจะฟื้นไข้ก็นานเลย
พักเป็นอาทิตย์
น้ำหนักลดไปสองกิโล โดยไม่ต้องกินยาลดวามอ้วน ไม่ต้องอดอาหาร
แค่นอนนิ่งๆ
นับว่ายังดีที่ฉันไม่ได้เป็นหนัก ทั้งที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ

หลังจากที่ร่างกายต่อสู้กับไวรัสไป
ต้องฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน
กลับมากินอาหารชดเชยส่วนที่สึกหรอ
แต่ยังไม่ได้ลองออกไปวิ่งเลย กลัวจะหน้ามืดเสียก่อน

ต่อไปนี้ต้องระวังมากขึ้น
ทำตัวก๋ากั่น ปล่อยให้ยุงกัดมากไม่ได้
แถมต้องติดมุ้งลวดที่บ้านเพิ่ม
เพราะหากเป็นซ้ำสองจะลำบาก


ยุงลายนี่มันร้ายจริงๆ


8.11.58

Rookierun #7



มาวิ่งสนามนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว
จำได้ว่าปีที่แล้ววิ่งได้สามกิโลก็หยุดเดิน
ปีนี้แอบเตรียมตัวซ้อมมาก่อนหน้า
ตั้งใจว่าจะวิ่งต่อเนื่องสิบกิโลแบบไม่หยุดเดินเลย

ถึงแม้ว่าจะใช้เวลามากกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้
แต่อย่างน้อยเรื่องที่ตั้งใจจะไม่หยุดเดินก็ทำสำเร็จ

ระหว่างที่วิ่งอยู่
มีนักวิ่งคนหนึ่งเข้ามาเตือนเรื่องท่าทางวิ่ง
เพราะฉันวิ่งๆไปแล้วปลายเท้ามักจะเข้ามาหากัน
(วิ่งเหมือนเป็ดนั่นเเหละ)
เขาบอกว่าวิ่งแบบนี้อาจจะทำให้เข่าบาดเจ็บ
พยายามวิ่งให้เท้าตรงเป็นเลขสิบเอ็ด

ฉันปรับท่าทางวิ่ง
ขอบคุณเขาแล้วก็วิ่งต่อไป
เจอกันอีกรอบหนึ่งตอนเขาแซงขึ้นมา
บอกว่าวิ่งดีขึ้น

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอประสบการณ์มิตรภาพบนเส้นทางวิ่งแบบนี้นะเนี่ย


7.11.58

ปิดทองหลังพระ


บางคนปิดทองหลังพระ
แล้วก็ไปเล่าให้คนอื่นฟังว่าตัวเองปิดทองหลังพระ
แล้วก็ไปเรียกคนอื่นมาดูหลังพระ

...


25.10.58

เจน


"เอเลี่ยนนี่มันคุยกับคนไม่รู้เรื่องนะ มันคุยได้แต่กับเอเลี่ยนด้วยกัน 
วันนึง เอเลี่ยนตัวนึงก็ได้ไปเจอกับเอเลี่ยนที่คุยกันรู้เรื่อง 
แต่อยู่ดีๆวันนึงก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องจากกัน 
แต่พอกลับมาเจอกัน เอเลี่ยนตัวนึงก็ยังเป็นเอเลียนอยู่ 
แต่เอเลี่ยนอีกตัวนึง แม่งกลายเป็นมนุษย์ไปแล้วว่ะ "
..................

ดูเจนตอนนี้แล้วน้ำตาซึมเลย
คิดถึงตอนที่ย้ายโรงเรียนใหม่ๆ

ไม่มีเพื่อนสนิท 
คิดถึงบ้าน
เพื่อนๆในห้องเริ่มจับกลุ่มเข้าเเก๊งกันได้
แต่ฉันไม่เจอใครที่คลิก 
ทั้งๆที่เป็นคนปรับตัวเข้ากับคนอื่นง่าย
รู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกมาก 

ตอนนั้นรู้สึกเหมือนฉันมาจากต่างดาว
มาอยู่ผิดที่ผิดทาง
พูดกับใครไม่รู้เรื่อง
ทุกคนดูสนุกสนานกับการใช้ชีวิตนักเรียนมาก
แต่ฉันไม่
มันเป็นช่วงชีวิตที่เศร้าช่วงนึง
กว่าจะผ่านมันมาได้และได้เจอเอเลี่ยนเหมือนกัน
ใช้เวลานานพอดูเลยล่ะ 


17.10.58

HOBONICHI



ใกล้ปีใหม่แล้ว เลยมองหาไดอารี่เล่มใหม่ ( เล่มปัจจุบันยังเขียนได้ไม่หมดเลย ) 
หาข้อมูลไปเรื่อยเปื่อย จนได้เจอกับ hobonichi

hobonichi  เป็น planner ของญี่ปุ่น ที่ขายดีมากๆ 
ผลิตโดยบริษัท Hobo Nikkan Itoi Shimbun
ที่ขายข้าวเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อตั้งโดย Itoi Shigesato  copy writer ชาวญี่ปุ่น



เลยไปหามาจนได้ 
เป็น planner ของปีหน้า 
ปกกับสมุดแยกขายกัน 
ปกมีหลายแบบ หลายสีสัน หลายราคาให้เลือก 
เนื้อในก็มีหลายแบบตามการใช้งานเช่นกัน 
แต่ฉันซื้อแบบ hobonichi techno original มา 
เป็น year plan ขนาด A5 พกพาสะดวก 

ซื้อปก จะมีปก planner และปกใสใส่ข้างนอกกันเปื้อนให้ด้วย
ซื้อสมุด  แถมปากกา ( เขียนลื่นมาก ) และที่ใส่ทิชชูซิลิโคนให้

นอกจากนี้ยังมี accessories อีกเยอะแยะไว้ใช้เพิ่มเติม
ทั้งสติกเกอร์ ปากกาสี ออพชั่นใส่ planner นู่นนี่นั่น
แต่ไม่ได้ซื้อมา 



ข้างในสมุดจะมีให้เขียนหนึ่งวันต่อหนึ่งหน้า 
สมุดออกแบบมาให้เปิดได้ 360 องศา
และผลิตด้วยกระดาษพิเศษเป็นกระดาษที่บางและเบามากๆ 
ทำให้สมุดไม่หนาเทอะทะ 



นอกจากนี้ แต่ละเล่มยังมีประทับตรา serial number เป็นของตัวเองด้วย
แต่ละเล่มก็จะมีเลขไม่ซ้ำกัน 



อันนี้ประกอบร่างรวมกันแล้ว 



 ลองเข้าไปดูตัวอย่าง ที่นี่  
ดูจบเเล้วอยากเขียนขึ้นมาทันใด

7.10.58

www.halonunu.com


รู้สึกว่าตอนนี้ strorylog กำลังมา
เลยมีคนบอกว่า blog อาจจะกลับมาบูมอีกครั้ง
หลังจากเงียบเหงาไปนาน
เพราะหันไปเล่น facebook แทนกันหมด

ดีใจเหมือนกันนะ
อยากอ่านในพื้นที่ที่มีไว้สำหรับเขียนจริงๆ
จะได้อ่านและติดตามคนเขียนที่ชอบได้ง่าย

พอดีกับที่ฉันอยากมีโดเมนเนมของตัวเอง
เลยไปทำมา
ตอนเเรกก็คิดว่าจะยุ่งยากมากเรื่องน่าปวดหัว
พอทำจริง กดหาข้อมูลตาม google นี่แหละ
คลิกนู่นนี่นั่นนิดหน่อยก็เป็นอันใช้ได้

ยินดีต้องรับเข้าสู่
www.halonunu.com

โลกในแต่ละวันของฉัน
อย่างเป็นทางการ


5.10.58

วันจันท์



ตอนเด็กๆแม่เคยบอกว่าจะพาไปดูปลาโลมาสีชมพูที่จันทบุรี 
ทำให้ฉันเฝ้าฝันถึงการไปเที่ยวจังหวัดนี้
แต่จนแล้วจนรอด
ผ่านมาแล้วยี่สิบปี 
ครอบครัวเรายังไม่ได้ไปจันทบุรีด้วยกันเลยสักที 



จันทบุรีกับฉัน เหมือนคล้ายมีอะไรผูกพันกันอยู่
แม่และน้าของฉันเรียนจบที่นั่น
เพื่อนฉันเรียนจบที่นั่น
มีเพื่อนทางจดหมายที่เขียนหากันหลายปีที่นั่น
ไปรับน้องตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่นั่น
ไปเป็นลูกทัวร์ในทริปบุกเบิกของพี่ที่รู้จักที่นั่น
ไปทริปสุดท้ายกับอาจารย์ที่เคารพที่นั่น



ครั้งนี้ไปกับกลุ่มพี่ที่เที่ยวอยู่ด้วยกันบ่อยๆ
ผ่านร้อนฝนเย็นหนาวมากันหลายครั้ง
รู้ว่า ชอบดูอะไร ชอบเที่ยวแบบไหน
เลยไปแบบสบายๆ หายห่วง


แม้ฉันไปจันทบุรีหลายต่อหลายครั้งแล้ว
แต่ยังไปไม่ทั่วจังหวัด
ฉันว่าเมืองจันท์เป็นเมืองที่มีเสน่ห์
ไม่ได้มีสีสันฉูดฉาด ทว่าน่าดึงดูด
มีทั้งภูเขา น้ำตก ทะเล แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม


ฉันชอบตลาดริมน้ำมากเลย
เดินเพลิน
แม้วันที่ไปร้านรวงจะปิด ไม่ค่อยคึกคัก
ยังอดรักไม่ได้


ยิ่งถ้าได้ไปกับคนที่ชอบที่ชอบ
เดินแวะข้างทาง ชมบ้านเรือนเก่า
ชิมขนม จิบกาแฟกันไป
รับลมริมแม่น้ำยามแดดร่มลมตก
บอกได้คำเดียวว่า



1.10.58

02.10.15



เวลาที่ได้เจอะเจอกับเด็กรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมไม่ต้องตาต้องใจ
มักพึมพำออกปากอยู่บ่อยๆว่า  
เด็กสมัยนี้เป็นอย่างนั้น เด็กสมัยนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนสมัยเราเลย

วันหนึ่ง ระหว่างที่ในวงสนทนากำลังกล่าวถึงเหล่าวัยว้าวุ่น

มีรุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมา
เด็กสมัยนี้ที่เราว่า 
เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของคนรุ่นเรานั่นเเหละ
เราเลี้ยงดู ปลูกฝังเด็กแบบไหน  ทำตัวเป็นแบบอย่างอย่างไร
เด็กถึงมีความคิดและพฤติกรรมอย่างที่กล่าวถึงกันนี้
ภาพที่เห็นมันคือกระจกสะท้อนตัวเราเองด้วย

ได้ยินแล้วฉันสะอึกเลย
เพราะฉันเองไม่ค่อยได้มองดูตัวเองเท่าไหร่
เอะอะก็โทษลมฟ้าฝนสังคมผู้คนภายนอกไว้ก่อน 
แล้วพานให้นึกถึงน้องๆที่เคยได้รู้จัก
ว่าตอนอยู่กับน้อง เราทำตัวแบบไหน
ป้อนความคิดหรือการกระทำที่ไม่ดีให้น้องเห็นบ่อยหรือเปล่า
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวฉันเองเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงาน
ที่ปล่อยพฤติกรรมให้คนรอบข้างได้ซึมซับเช่นกัน


เดินทางมาไกลตั้งเท่านี้แล้ว
อยากเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ 
ไม่เรื่อยเปื่อยไร้สาระเหมือนที่เป็นอยู่
อยากแก่ด้วยวุฒิภาวะ 
ไม่ใช่แก่แค่อายุ
ขอแค่พอจะเป็นตัวอย่างอ้างอิงสำหรับสักคนได้ในเรื่องเล็กๆสักเรื่อง

และขอขอบคุณพี่ๆที่น่ารักทุกคน
ที่ทำให้ฉันพอเห็นแนวทางว่า
อยากเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน


สุขสันต์วันเกิดนะ
ตัว(ฉัน)เอง

:)

16.9.58

#lesson


อยากได้กระเป๋าใบหนึ่ง
คิดว่ามันแพง เลยไม่กล้าซื้อ
ไปซื้อใบอื่นที่คล้ายๆกัน และราคาถูกกว่าแทน
แต่เมื่อใช้ไปแล้วไม่ชอบ ไม่อยากใช้
จนในที่สุด
ก็ต้องกลับไปซื้อใบที่อยากได้จนได้
เท่ากับต้องเสียเงินสองครั้ง

อยากกินขนมอย่างหนึ่งมาก
คิดว่ากินแล้วอ้วน ไม่ดีต่อร่างกาย 
เลยไปกินอย่างอื่นแทน 
กินเข้าไปหลายอย่างก็ไม่อิ่ม ไม่เติมเต็มสักที
จนรู้สึกว่าสิ่งที่กินเข้าไปหลายๆอย่าง
รวมแล้วมันอ้วนกว่าการกินขนมชิ้นนั้นเสียอีก

หลายหนที่ฉันชอบเป็นแบบนี้
เวลาที่อยากได้อะไรสักอย่าง 
แล้วคิดว่ามันแพงเกินกว่าจะซื้อไหว
มักจะหันไปหาตัวเลือกที่รองลงมา
ซึ่งมันก็ไม่ได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงนัก
ในที่สุดก็เหมือนว่าการทดแทนนั้นมันไร้ค่า
แถมยังเสียทรัพยากรไปเปล่าโดยใช่เหตุ

เลยพยายามจะตั้งสติตัวเองให้แน่วแน่
อย่าเลือกของที่พอใช้ได้
แต่จงเลือกของที่พอใจที่สุด 
อยากได้อะไร 
ก็ต้องจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งนั้น

ยอมอดทนและตัดใจอีกหน่อย
เพื่อความคุ้มค่าและความสุขในระยะยาวที่มากกว่า


6.9.58

ระบายสี



เห็นหนังสือระบายสี Secret Garden ฮิตจัง
สงสัยว่าทำไมคนถึงสนุกกับการระบายสี
เลยไปซื้อมาลองบ้าง
แต่เป็นเล่ม Enchanted Forest

ปรากฏว่าติด
กลับมาบ้าน ต้องนั่งระบายสีทุกวันเลย
ภาพในหนังสือสวยมาก เป็นงานละเอียด
กว่าจะระบายสำเร็จหนึ่งหน้า
ใช้เวลาไปหลายวัน

เป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลินดี ช่วยคลายเครียด
แถมมีงานของเพื่อนๆทางบ้านให้ดูแล้วรู้สึกฮึกเหิม
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เคยทำเมื่อตอนยังเด็กๆ
จะมาช่วยชีวิตได้เมื่อตอนโต



16.8.58

จัดบ้าน



เป็นคนชอบจัดบ้านมาแต่ไหนแต่ไร
ชอบให้บ้านสะอาด เป็นระเบียบ ของเป็นหมวดเป็นหมู่
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีภาวะบ้านรกระเกะระกะ
เพราะแอบมีขี้เกียจบ้าง วางๆทับถมไว้ก่อนบ้าง 
ช็อปเพลินจนลืมนึกถึงที่เก็บบ้าง
หรือบางทีที่เก็บของกล่อง ตู้ ชั้นวางของ ฯลฯ ที่ซื้อมานั่นเเหละที่เป็นสาเหตุแห่งความรก
พอๆกับพวกกองหนังสือแต่งบ้านทั้งหลายที่หาที่เก็บไม่ได้ 
( โลกนี้ช่างย้อนแย้ง )

เวลาเครียดทีไรจะลุกขึ้นมาจัดบ้านครั้งใหญ่ 
ปัดกวาด รื้อของ ดูดฝุ่นหมดจด
ฉันรู้สึกว่ามันช่วยคลายเครียดดี
การจัดบ้านเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วยตัวเอง
สามารถกำจัดสิ่งที่เราไม่ชอบออกไป
และพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ 
นอกจากนี้ เวลาที่จัดบ้านเสร็จ มันช่วยทำให้รู้สึกมีกำลังใจ
อย่างน้อยก็มีสักเรื่องที่เราสามารถเปลี่ยนเเปลงได้สำเร็จและเห็นผลลัพธ์ทันตา
ไม่เหมือนกับความเครียดหรือปัญหาที่เราเผชิญอยู่
ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อเห็นหนังสือ "ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว" 
ก็นึกอยากอ่านทันที เพราะมันเข้าทางฉันเลย
และยิ่งได้รู้ว่าคนโดะ มาริเอะ - ผู้เขียน เธอโด่งดังมาก 
ได้รับเลือกเป็น 100 ผู้มีอิทธิพลของโลก ที่จัดอันดับโดยนิตยสาร TIMES 
ยิ่งทำให้รีบไปหามาอ่านโดยไม่รอช้า
(พลางยกมือซ้ายขึ้นกำด้วยความมุ่งมั่น
และนึกในใจว่า ชีวิตฉันกำลังจะเปลี่ยนแล้ว ! )


แนวคิดหลักๆของหนังสือเล่มนี้ 
คือการทิ้ง และจัดพื้นที่ให้เป็นระเบียบแบบรวดเดียวจบ 
สาเหตุที่ทำแบบรวดเดียวจบ 
เพราะจะทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของก่อนจัดและหลังจัดอย่างชัดเจน

วิธีที่จะเลือกเก็บของ คือ ให้ถือของชิ้นนั้นเอาไว้ในมือ 
แล้วถามตัวเองว่ามันชุบชูใจหรือเปล่า 
ถ้าใช่ก็เก็บเอาไว้ ถ้าไม่ใช่ก็ทิ้งไป
( ในฉบับภาษาไทยใช้คำว่า มันปลุกเร้าความสุขได้ไหม 
 ส่วนฉบับภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า spark joy )
ฟังแล้ว มันปิ๊งนะ
เราจะทนเก็บของที่เราไม่ชอบไปทำไม
แต่ทำแล้วยากเหมือนกัน โดยเฉพาะของที่เป็นสิ่งแทนความทรงจำในอดีต
ที่ตัดใจทิ้งไม่ลงเสียที

ส่วนวิธีเก็บของ คือ เก็บของประเภทเดียวกันไว้ในที่เดียวกัน
อย่าเก็บกระจัดกระจาย 
และแนะนำให้เก็บของในแนวตั้ง 
เพราะจะช่วยให้เราเห็นปริมาณชัดเจนกว่า

เนื่องจากผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่น
เวลาอ่านฉันจึงรู้สึกว่ามันมีความเป็นตะวันออกหรือความเป็นญี่ปุ่นสูงมากเลย
อย่างเช่น การมองว่าข้าวของมีชีวิตจิตใจ
เราควรขอบคุณที่สิ่งของได้ทำประโยชน์แก่เรา
ไม่ควรวางของทับกัน 
เพราะของที่อยู่ด้านล่างจะต้องแบกรับน้ำหนักตลอดเวลา 
ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง   
อ่านแล้วก็... อืม  น่ารักดี ขี้เกรงใจ ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น 

สิ่งที่ฉันทึ่งอีกอย่าง 
คนโดะ มาริเอะ เธอหลงใหลในการจัดระเบียบข้าวของมาก
เธอให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ตลอดเวลามาตั้งแต่เด็ก
ถึงขั้นลาออกจากงานประจำมาทำงานที่ใจรักนี้อย่างเต็มตัว
ทั้งที่สิ่งนี้แทบจะไม่เป็นที่สนใจในสายตาคนทั่วไปเลย
ไม่น่าเชื่อว่า ความหลงใหลคลั่งไคล้จริงจังในเรื่องสามัญที่ผู้คนมักมองข้าม
จะกลายมาเป็นศาสตร์แห่งการจัดระเบียบที่จริงจังและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกได้
ความหลงใหลนี่มันยิ่งใหญ่จริงๆ 

หลังจากอ่านจบ ฉันปฏิบัติภารกิจเก็บข้าวของ
ทิ้งไปได้ประมาณห้าถุงดำใบใหญ่
ตอนนี้ห้องเรียบร้อยและสะอาดมากขึ้น
รู้สึกดีที่ได้อยู่ท่ามกลางของที่ชอบ
ของที่คิดแล้วคิดอีกตอนจะทิ้ง เสียดมเสียดาย
ตั้งแต่นาทีที่ทิ้งไปจนมาถึงนาทีนี้ 
ฉันกลับไม่ได้คิดถึงมันอีกเลย
ของบางอย่างมันก็ไม่ได้สำคัญจริงๆหรอก
เราแค่คิดไปเองว่ามันน่าจะสำคัญ

สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองต่อไปนี้ 
คือ อย่าซื้ออะไรมาเพิ่มให้มันรกอีก
เวลาซื้อของ นอกจากจะมองว่า 
สิ่งนี้เรามีอยู่แล้วหรือเปล่า
ยังต้องมองไปถึงว่า เราจะเก็บมันไว้ตรงไหนด้วย

ได้แต่หวังว่าห้องจะไม่กลับมารกภายในสามวัน
หลังจากเงินเดือนออกนะ


ป.ล. สำหรับคนที่อยากย่นระยะเวลาการอ่าน  มีเวอร์ชั่นซีรีส์ให้ดูแทนด้วย 
(แม้แต่เรื่องจัดบ้านก็สามารถเอาไปทำละครได้ ญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ)





Rookierun #6





ปีที่แล้ววิ่ง 6.2K
ปีนี้ขยับมาวิ่ง 10.5K

คนมาวิ่งเยอะมาก
แถมยังต้องขึ้นสะพานสองสะพาน
ซีดเลย
( นี่ขนาดแอบโกงเดินขึ้น )

แต่งานโอเคเลย
กั้นรถดี
คงสถานที่กว้างขวาง
อาหาร น้ำและเหรียญพอเพียง
ได้ต้นมะลิมาเป็นที่ระลึกเหมือนเคยด้วย
(เลี้ยงได้สองเดือนก็เหี่ยวแห้งแล้ว)


ปีหน้าจะลงระยะไหนดีนะ




8.8.58

ทำลายกำแพง

ครั้งแรกที่ได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง
เขาดูเป็นคนเฟรนด์ลี่กับทุกคน
แต่กับฉัน เขาดูเฉยๆ
ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์
ฉันยังคิดเลยว่าเคมีไม่ตรงกัน
จนฉันไม่ได้สนใจ ไม่ค่อยได้คุยด้วย

ต่อมาเราเจอกันบ่อยขึ้น
เริ่มทักทาย คุยกันผ่าน FB เป็นระยะๆ
แต่เหมือนยังมีกำแพงกั้นอยู่
ทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกันเลย

จนล่าสุด
เราผ่านประสบการณ์คลุกฝุ่นมาด้วยกัน
แถมมีคนจัดให้อยู่ใกล้กัน ต้องคอยดูแลกันหลายวัน
มันเลยทำให้ฉันได้เปิดใจและเปิดตาตัวเองมากขึ้น
เข้าใจในตัวเขามากขึ้น
และเห็นว่าฉันเข้าใจผิด คิดไปเองหลายต่อหลายเรื่อง
ความจริง เขาดีกับฉันมากเลย




มันช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมานิดหนึ่งนะ
เรื่องที่ฉันมักจะเหนื่อยใจในการพยายามทำความรู้จักใครใหม่ๆสักคน

เอาน่า
มิตรภาพไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวเหมือนกัน


6.8.58

วัดเพลง


ถ้าพูดถึงตลาดริมน้ำ 
ฉันนึกถึงตลาดน้ำอัมพวาเป็นแห่งแรก
แต่มันกลับเป็นสถานที่ที่ฉันไม่อยากไปซ้ำ
เพราะนอกจากจะต้องเดินเบียดเสียดกับผู้คนล้นหลาม
ภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านแบบเดิมที่ฉันอยากเห็น
ยังเปลี่ยนไปจนฉันไม่รู้สึกประทับใจอีกแล้ว
ตลาดริมน้ำหลายแห่งก็เช่นกัน 
นับวันจะยิ่งกลายเป็นตลาดเพื่อการค้า
บ้างก็ประดิษฐ์ความเก่าแก่ขึ้นมาเพื่อเลียนแบบความอาวุโสตามกาลเวลา

เมื่อได้ยินว่าจะได้ไปเยือนตลาดน้ำวัดเพลง จ.ราชบุรี
ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรมาก
คิดว่าจะเป็นตลาดน้ำทั่วไปเหมือนอย่างที่ชินตา
กลับกลายเป็นว่าไม่เหมือนที่ฉันคิดเลยสักนิด




















เรือนไม้ชายน้ำปลูกเรียงรายริมคลอง
มีร้านค้า ร้านทำผม ร้านขายยาสลับกับบ้านพัก
ไม่มีร้านค้ารกตามากมายอย่างที่ฉันคาดว่าจะเห็น
ไม่มีร้านขายของที่ระลึก ไม่มีเสื้อยืดสกรีนชื่อสถานที่
เพราะตลาดที่นี่วายไปกว่าห้าสิบปีแล้ว
หลังจากที่ผู้คนหันมาสัญจรทางบก
ทุกวันนี้ มีเพียงเรือขายกวยจั๊บของป้าทุมเหลืออยู่เพียงลำเดียวเท่านั้นในท้องน้ำ
ภาพตลาดน้ำที่รุ่งเรืองในช่วงหลายสิบปีก่อน จึงไม่หลงเหลือให้เห็น
นักท่องเที่ยวจำนวนไม่มากนักจะได้ผ่านมาทักทาย










































ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นชาวชุมชนริมน้ำที่อยู่กันมาหลายต่อหลายรุ่นจริงๆ
ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็แวะทักทายกันตลอด
นักท่องเที่ยวแปลกหน้าอย่างพวกเราเดินเข้าไปก็มาชวนคุย
บรรยากาศเงียบสงบ ลมพัดโชยเย็นกาย
เหมาะแก่การมาพักใจให้หายจากความเหนื่อยล้า



ได้ลองชิมขนมเทียนสลัดงา ขนมหายากของที่นี่ด้วย
เป็นแป้งคลุกงาคั่วใหม่ส่งกลิ่นหอม
อร่อยมีคุณค่า น่าติดใจ




ได้ไปโบสถ์วัดพระคริสต์พระหฤทัยด้วย
เห็นแล้วรู้สึกนึกถึงโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมลที่จันทบุรี
ตอนที่ไปถึงโบสถ์ปิดอยู่ สักครู่มีคนมาเปิดให้
โชคดีที่ได้มีโอกาสมาชมภาพกระจกสีสันสวยงามภายใน
ได้เข้าโบสถ์ทีไรทำให้รู้สึกเหมือนใกล้เทศกาลคริสต์มาสทุกที




















นอกจากนี้ยังได้ไปโรงงานเซรามิกเก่าแก่ เถ้าฮงไถ่
ที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของราชบุรีไปแล้ว
นั่งมองคุณลุงคุณป้าเขียนลายมังกรบนโอ่งกันอย่างเพลิดเพลิน
ลวดลายสีสันสดใสเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ไม่เหมือนโอ่งลายดินเผาที่ฉันเคยตักอาบอีกแล้ว



















ทริปวันนี้เป็นทริปสั้นๆเงียบๆ
แต่มีสิ่งที่น่าประทับใจและจะคงอยู่ในความทรงจำลึกๆ
รอสักวันที่จะกลับมาค้นเจอ
เหมือนตลาดน้ำวัดเพลงแห่งนี้



* ขอขอบคุณอาจารย์ธีรภาพ โลหิตกุล และอาจารย์สมปอง ดวงไสว
วิทยากรผู้เสียสละเวลามาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่พวกเรา
และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของอาจารย์ธีรภาพ
ก่อนที่อาจารย์จะพักรักษาอาการจากโรคประจำตัว

20.7.58

เรียนภาษาจีน

ไปเรียนภาษาจีนมาได้ปีหนึ่งแล้ว
คิดว่าภาษาจีนเป็นภาษาที่สำคัญไม่แพ้ภาษาอังกฤษ
ยิ่งในอนาคต
พี่จีนมาแรงแน่ๆ 

เหตุผลที่ฉันตัดสินใจไปเรียน
ไม่ใช่เอาไว้ใช้ในการทำงาน
แต่อยากจะรู้เพื่อเอาไว้ใช้ในการท่องเที่ยว
ไปไหนมาไหนก็เจอคนจีนทุกที่
รู้ไว้เพิ่มอีกสักภาษา ไม่เสียหลาย
แถมอาจช่วยพาให้ชีวิตง่ายขึ้น

ฉันเลือกเรียนในเวลาหลังเลิกงาน
เพราะไม่อยากเบียดบังเวลาวันหยุด
เป็นห้องเล็กๆที่มีนักเรียนไม่ถึงสิบคน
เหล่าซือที่สอนเป็นคนจีนสัญชาติไทย
เกิดที่เมืองไทย แต่ตอนนี้ครอบครัวกลับไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้
พูดภาษาไทยได้คล่อง
เพื่อนร่วมห้องส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษา
ฉันนี่แหละเป็นคนที่อายุมากที่สุด
ไปเรียนแรกๆเราเกร็งๆกัน
แต่พอได้คุยสักระยะเท่านั้น
จ้อกันไม่หยุดจนแทบจะไม่พูดภาษาจีน

วิชาการเราไม่ได้แข็งแกร่งมาก
ทว่าวิชาความรู้ทั่วไปนี่เราเข้ม
การมาเรียนเหมือนได้เปิดโลกใหม่
เหล่าซือมักจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองจีนให้ฟังว่ามีอะไรที่ต่างกับไทย
วัฒนธรรม สภาพสังคม แหล่งท่องเที่ยว ความคิด นิสัยใจคอของผู้คน
เหล่าซือมาอยู่เมืองไทยนานมากแล้ว
เหล่าซือบอกว่า เมื่อสักสิบปียี่สิบปีก่อนเมืองไทยเจริญกว่าเซี่ยงไฮ้มาก
มีนู่นมีนี่ มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีห้างสรรพสินค้า 
มีหลายอย่างที่เมืองจีนไม่มี
แต่ดูเดี๋ยวนี้ เพียงแค่ไม่กี่ปี 
เซี่ยงไฮ้พัฒนาไปไกลมากในทุกด้าน
ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สวัสดิการ การคมนาคม
ในขณะที่เมืองไทยมีแต่แย่ลงๆ
ได้ฟังแบบนี้ก็สะอึก
ชาวโลกเขาไปถึงดาวพลูโตกันแล้ว
เรายังถอยหลังลงคลองกันอยู่เลย

การมีน้องๆอยู่ ช่วยให้ฉันได้เข้าใกล้กลุ่มวัยรุ่น
ทุกวันนี้ได้แต่เจอะเจอคนวัยทำงาน
จึงได้เห็นความน่ารักสดใสของเด็กๆ
สนุกสนานมีชีวิตชีวาดี
ทำให้นึกถึงชีวิตตัวเองในวัยนั้น

วันพุธที่แล้วเป็นการเรียนวันสุดท้าย
จากคอร์สเริ่มต้นที่สมาชิกเกือบสิบ
ค่อยๆลดลง จนเหลือสมาชิกแค่สาม
หนึ่งในนั้นต้องไปเรียนต่อต่างประเทศอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
คอร์สเรียนภาษาเลยต้องหยุดไปโดยปริยาย
เพราะจำนวนนักเรียนน้อย 
เปิดคอร์สต่อไปไม่ได้

ต่อให้กี่ปีกี่ชาติ
ฉันอดที่จะไม่รู้สึกกับเรื่องเเบบนี้ไม่ได้
ใจหาย
เราจะไม่ได้มานั่งเม้ามอยสัปดาห์ละสองวันกันอีกแล้ว
ได้แต่นึกว่าหากเราได้พูดภาษาจีนเมื่อไหร่ 
มันคงทำให้เราหวนไปคิดถึงบรรยากาศในห้องเรียนบ้าง

เหล่าซือเคยบอกไว้
เราจะไม่พูดว่า"ลาก่อน"
แต่จะพูดว่า "แล้วพบกันใหม่"

นั่นแหละ 

แล้วพบกันใหม่นะเด็กๆ 

再见


27.6.58

Little Forest 2


ไม่นานเกินรอสำหรับ Little Forest : Winter & Spring 
ครบสี่ฤดูกาลกับชีวิตบ้านเล็กในป่าใหญ่
ภาพธรรมชาติอันงดงามที่ไม่ต้องปรุงแต่ง
ยังคงสร้างความประทับใจให้ผู้ชมเช่นเคย
แม้ภาคนี้ไม่ได้ทำให้กบในท้องของฉันร้องดังเท่าภาคแรก
(เนื่องจากเตรียมตัวไม่ให้ท้องว่างไปอย่างดี)
แต่ช่วยเติมเต็มเรื่องราวที่ขาดหายของอิชิโกะ
และพาให้ใจอิ่มเอมไปกับชีวิตของชาวโคโมริ

หลายฉากในเรื่องมันสะเทือนใจฉันเล็กๆ
อย่างฉากที่อิชิโกะแอบบ่นนายจ้างชายที่เธอไปทำงานให้
มันเป็นอารมณ์พีคที่คนอยู่คนเดียวอย่างฉันเข้าใจดีเลย
นอกจากจะมีงานนอกบ้านที่ต้องรับผิดชอบแล้ว
ยังมีงานในบ้านจุกจิกมากมายที่รอต้องทำ
โดยไม่มีคนช่วยแบ่งเบาภาระ
หรือฉากที่อิชิโกะทำอาหารกล่องให้เพื่อนที่ทำงาน
แล้วพบความจริงจนเปลี่ยนใจไม่ให้
นั่นก็แอบเจ็บนิดๆ

อิขิโกะโชคดีที่มียูตะและคิกโกะ
คอยมาดูแล เเวะมาคุยเป็นเพื่อน 
เป็นลูกมือทำอาหาร ช่วยงานในบ้านและในสวน
ทั้งสามคนเติบโตและเรียนรู้ผ่านชีวิตของกันและกัน
ตอนกลางเรื่องมีฉากที่ทำให้เอะใจว่าอิชิโกะจะลงเอยกับยูตะหรือเปล่านะ
แต่ดีแล้วที่มันจบลงตัวแบบในหนังอย่างนั้น

กล่าวถึงเรื่องของกลมและเกลียวที่แม่ของอิชิโกะเขียนในจดหมายบ้าง
มันทำให้ฉันนึกถึงทฤษฎีระยะทางและการกระจัด 
หลายครั้งที่เราเริ่มต้นเดินทางไปไหนสักเเห่ง
เดินไปไกล ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย หวังว่าจะไปถึงจุดหมาย
แต่สุดท้ายแล้วพบว่าเราวกกลับมาอยู่ตรงจุดเดิม 
เหมือนเราไม่เคยไปไหน 
มองดูแล้วการกระจัดมันอาจเป็นศูนย์
แต่ระยะทางไม่ใช่
เราได้ผ่านอะไรไปแล้วมากมาย
ตัวเราในจุดเดิมตอนนี้กับตัวเราตอนเริ่มออกเดินทางนั้นต่างออกไป
ไม่มีการเดินทางครั้งไหน ที่ไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

หลายคนมองว่าการทำงานในออฟฟิศเป็นงานที่ต้องทำซ้ำๆเดิมๆ
อยากหนีไปทำสวนทำไร่
การทำงานในไร่ในสวนก็เป็นงานทำซ้ำๆเดิมๆเช่นกัน
หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตจบ
เกษตรกรต้องเตรียมดิน เตรียมไร่นา 
เตรียมตัวปลูกพืชปลูกพืชผลชนิดใหม่ตามฤดูกาล
หมุนเวียนผ่านไปเหมือนเดิมทุกปี ทุกปี
ขณะอยู่ในฤดูร้อนต้องมองไกลไปถึงฤดูหนาวที่กำลังจะก้าวมาถึง
ไม่ต่างกับการทำงานที่ต้องวางแผนไปถึงอนาคตข้างหน้า
ไม่ว่าจะดำรงชีวิตแบบคนเมืองหรือคนชนบท 
ทุกคนล้วนแล้วแต่มีวัฏจักรของตัวเอง
ฉันว่ามันอยู่ที่เราจะมองยังไง
สุขใจกับสิ่งที่เราทำหรือเปล่า
เราอาจเฝ้าอิจฉาชีวิตที่เราคิดไปเองว่าเป็น Slow Life
ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่
เเต่ละคนก็มีความลำบากในแบบของตัวเอง

สิ่งที่ฉันชอบอีกอย่างคือความเข้มแข็งของชุมชนโคโมริ
ที่รัก ภูมิใจและต้องการพัฒนาตัวเอง
เห็นจากการที่มีการประชุมหมู่บ้านบ่อยครั้ง
หรือจากการพูดถึงการจัดการที่รกร้างไม่ให้เป็นพื้นที่ไร้คนดูแล
อยากให้ชุมชนบ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง

ฉากจบที่อิชิโกะเต้นรำแบบญี่ปุ่นในงานของหมู่บ้าน
มันทำให้ฉันน้ำตาปริ่มเลย
ยินดีด้วยกับการตัดสินใจของอิชิโกะ
ที่เธอไม่ต้องหนีอีกต่อไป
และพร้อมจะสู้เพื่อวันข้างหน้า
กับคนที่เธอรัก


17.6.58

Rookierun #5



สนามแรกของปีนี้
ชั่งใจอยู่พักหนึ่งว่าจะลงระยะ 5 ไมล์หรือ 10 ไมล์ดี
เพราะ 5 ไมล์ เป็นระยะที่ใกล้ไป
ส่วน 10 ไมล์ เป็นระยะที่ยังไม่เคยก้าวไปถึง

ในที่สุด 
ความอยากเอาชนะก็ชนะทุกสิ่ง 
ฉันตัดใจกรอกใบสมัครระยะ 10 ไมล์ไป
ทั้งที่ใจคิดว่าอาจมีโอกาสไปไม่ถึง

วันก่อนวิ่งจริงมีอาการปวดท้อง
ร่างกายพร้อมแค่ 60 เต็ม 100
ตอนไปรับเสื้อก็มีปัญหาจุกจิก
แถมวันวิ่งยังตื่นสาย
ไปถึงงานแบบพอดิบพอดีเป๊ะ
แถมยังมีฟ้าคำราม ฝนลงเม็ดเบาเบาอีก

เป็นไงเป็นกัน
คิดว่าถ้าไปต่อไม่ไหวคงต้องออกจากสนามมากลางคัน
ไม่ถึงเส้นชัยก็ไม่เป็นไร

น่าเเปลกดีที่ร่างกายฉันทำได้ดีกว่าที่คาดไว้
วิ่งได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยเท่าไหร่
จนสามารถเข้าเส้นชัยได้ในเวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที
เกือบจะที่โหล่แน่ะ

ภูมิใจมากที่ตัวเองทำสำเร็จ
เมื่อก่อนเคยคิดว่าจุดนี้มันไกลเกินเอื้อม 
ไกลเกินยิ่งกว่าเอื้อม
เหมือนฝันลมลมแล้งแล้ง
วันนี้ฉันได้ก้าวมาถึงจุดจุดนี้แล้ว
เหรียญมาอยู่ในมือฉันแล้ว
เหรียญที่แลกมาด้วยความตั้งใจและแรงสู้ของตัวเอง


16 กิโลเมตรผ่านไป
อีก 5 กิโลเมตร 
ก็จะถึงฝันแห่งฮาล์ฟมาราธอน 

ขอเวลาฝึกฝนอีกนิด
ได้เจอกันแน่ฮาล์ฟ


14.6.58

น่านนานนะนะ





มาน่านครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว
ไม่รู้เป็นเพราะครั้งก่อนได้ไปลอดประตูที่วัดภูมินทร์ไว้หรือเปล่า
จึงได้กลับมาเยือนอีกหน




ครั้งนี้ได้ไปทั้งสถานที่ที่เคยไปมาแล้ว
และสถานที่ที่ยังไม่เคยไป
น่านกำลังเติบโตขึ้น
จากเมืองเงียบๆที่ไม่ค่อยมีคนนึกถึง
กลายเป็นจุดหมายในฝันของใครหลายคน
ช่วงเวลาห่างกันเพียง 1-2 ปี
หลายที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ต้นไม้ที่เคยปลูกถูกโคนไป
สิ่งก่อสร้างแบบใหม่มาแทนของเก่า
ทำให้ฉันยิ่งคิดอยากจะรีบไปเยือนสถานที่อีกหลายเเห่ง
อยากไปยืนอยู่นำหน้าการเปลี่ยนแปลง
อยากไปเห็นสภาพดั้งเดิมด้วยตา
ก่อนเวลาจะพาให้อะไรบางอย่างในที่นั้นหายไป


ได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ
และสนิทกับคนที่รู้จักผิวเผินมากขึ้น
โดยเฉพาะน้องคนหนึ่ง
ทำให้ฉันรู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่นี่เก่งจัง
พวกรุ่นพี่นี่ต้องหัดพัฒนาตัวเองบ้าง






อาหารเหนือที่น่านอร่อยดีรสชาติไม่จัดจ้านมาก
กลมกล่อมกลางๆ
ทริปนี้ชิมไปหลายอย่าง
รวมถึงแวะไปร้านกาแฟจ๊างน่าน
ร้านกาแฟและร้านนมที่เจ้าของน่ารัก
เอื้อเฟื้อสถานที่และอำนวยความสะดวก
ในการฟังเรื่องเมืองน่านจากคนท้องถิ่นอย่างสนุกและได้ความรู้

แวะไปสถานีรถไฟเล็กๆ 
สถานีรถไฟวิวสวยที่น้อยคนจะได้เดินทางไปเห็น
ทุกครั้งที่ได้ไปเยี่ยมเยือน
เจ้าหน้าที่จะต้อนรับขับสู้พวกเราอย่างดี
อธิบายข้อมูลต่างๆอย่างเต็มใจ
ฟันเฟืองเล็กๆในระบบรถไฟไทย
ผู้ซึ่งอยู่ในที่อันห่างไกลและไม่สะดวกสบาย
เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาฉัน

ลืมลอดประตูที่วัดภูมินทร์
ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเยือนที่นี่อีกไหม
แต่ยังไม่ได้ไปประทับรอยเท้าในหลายพื้นที่ในน่าน
ยังไงคงได้มาอีกแน่นอน