21.8.57

แล้วเราก็ได้พบกันใหม่

























เมื่อวันแม่ที่ผ่านมา
ไปเที่ยวพระราชวังสนามจันทร์กับเพื่อนกลุ่ม ม.ปลาย
นับตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณครูพามาเที่ยวตอน ป. 6
ก็ไม่เคยแวะเข้าไปข้างในพระราชวังอีกเลย
ผ่านนครปฐมทีไรได้แต่โฉบไปโฉบมาแถวสถานที่รอบข้าง
เมื่อเห็นมุมนี้แล้ว ชวนให้นึกถึงภาพถ่ายของฉันเองเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน
ผมสั้นแค่ติ่งหู  แขนขายาวเก้งก้าง เด๋อด๋ามาไกลจากแดนตะวันออก
นั่งกอดเข่ายิ้มอยู่หน้าอนุสาวรีย์ย่าเหล

ระหว่างทางที่นั่งรถกลับ
เพื่อนคนหนึ่งของฉันพูดขึ้นมาว่า
เคยมาเที่ยวนครปฐมตอน ป.6  เพราะต้องมาแข่งทักษะภาษาไทยที่วัดไร่ขิง
ฉันได้ยินแล้วก็ตกใจร้อง  เฮ้ย !
เพราะฉันเองเคยมานครปฐมตอน ป. 6  ด้วยเหตุผลนี้เหมือนกัน

สรุปคือว่า
ฉันกับเพื่อนเคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่งตอน ป. 6
แยกย้ายจากไปโดยไม่มีความทรงจำใดๆ
แล้วกลับมาพบกันอีกครั้ง
ตอนเป็นเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมกลุ่มในชั้น ม. 4  ที่กรุงเทพฯ

พูดแล้วนึกถึงเพื่อนที่รู้จักตอน ม. 5 อีกคนหนึ่ง
เราเคยเป็นเพื่อนทางจดหมายกันตอน ป. 5
เขียนทักทาย เล่าเรื่อง ส่งรูปกันไปมา
จนในที่สุด เราได้มาเป็นเพื่อนร่วมห้อง รู้จักกันแบบตัวเป็นๆ
และยิ่งไปกว่านั้น
เพื่อนในกลุ่มของฉันตอน ม. ต้น เป็นเพื่อนร่วมห้องของเพื่อนคนนี้ตอนประถมด้วย
( six degrees of separation  ชัดๆ  )


โลกมันตลกดีนะ
คนที่กำหนดมาแล้วว่าจะได้รู้จักกัน
ยังไงมันต้องได้รู้จักกัน
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
แต่คนที่ไม่ได้กำหนดมาให้รู้จักกัน
ต่อให้เรามี mutual friend ร่วมกันเป็นร้อย
เราก็ยังไม่รู้จักกัน
ไม่มีทางรู้จักกัน



12.8.57

Rookierun #2





















เหรียญที่สองของปี
ตรงกับวันแม่พอดี ขอแม่มาวิ่ง
เลยไม่ได้อยู่ด้วยกันในวันแม่
แต่รีบโทรไปสุขสันต์วันแม่แต่เช้า

วิ่งระยะไกลกว่าครั้งแรกนิดหน่อยด้วยเวลาที่ดีกว่าเดิม
นัดเพื่อนไว้ว่าจะไปเที่ยวกันหลังวิ่ง
ขืนมัววิ่งช้าก็อดเที่ยวน่ะสิ

งานนี้น่ารักตรงที่แจกต้นมะลิเป็นของที่ระลึกด้วย
เข้ากับคอนเซ็ปต์

จะพยายามปลูกให้งอกกงามพร้อมกับวิ่งให้ไกลขึ้นนะ



11.8.57

อ.ยงยุทธ



































นับตั้งแต่ได้ร่ำเรียนมาตลอดชีวิต 
มีอาจารย์ไม่กี่ท่านที่ทำให้เรารู้สึกอยากเดินเข้าห้องเรียนอย่างสมัครใจ
อยากลงเรียนวิชาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกอย่างไม่รู้เบื่อ
ทั้งที่เข้าไปแล้วจะต้องถูกเรียกให้ตอบคำถาม
ถูกสอนให้ตั้งโจทย์ ให้สังเกตให้คิด ให้มอ
ให้แสดงความคิดของตัวเองให้คนอื่นฟัง
แล้วก็ยิ้มขันกับตัวเองว่า เราช่างไม่รู้อะไรบนโลกใบนี้เลย

อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ เป็นหนึ่งอาจารย์ในผู้นั้น

การได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ถือเป็นโอกาสอันดีงามของชีวิต
ความคิดหลายอย่างของเราเปลี่ยนไปเพราะคำสอน
สิ่งที่อาจารย์มอบให้ไม่ใช่แค่วิชาการในตำรา
มันกว้างไกลไปถึงการคิดวิเคราะห์ การเชื่อมโยงกันของทุกสรรพสิ่ง
คุยกันเพียงเรื่องใบไม้ใบเดียว
เรื่องราวสามารถไปต่อได้ไกลถึงกาเเล็กซีอันโดรเมดาได้

หลายครั้งที่เราเรียนผ่านการเดินทางท่องเที่ยว
ทุกสิ่งที่พบเห็นสายตา สามารถหยิบจับมาเป็นบทเรียนหนึ่งบท
หนังสือเรียนของเราจึงเป็นหนังสือเล่มใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด
ด้วยความสนุก เราจึงไม่ค่อยรู้ว่าเรากำลังเรียนอยู่
และได้ซึมซับแนวคิดบางอย่างจากอาจารย์มา
จนวันหนึ่ง ที่เรากลายเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวมากมายให้ผู้อื่น
ตลอดจนได้แสดงความคิดเห็นต่อหลายสิ่งหลายอย่าง
เราจึงหวนคิดได้ว่า
เราได้ความรู้และเเนวคิดแบบนี้มาจากใคร

แม้ในวันนี้ ประตูห้องเรียนห้องอันคุ้นเคยได้ปิดลง
อาจารย์ได้เดินทางไปยังที่ที่สงบและเป็นสุขตลอดกาลแล้ว
แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดที่อาจารย์ได้เพาะบ่มไว้ในตัวลูกศิษย์ทุกคน
จะเติบโตอย่างแกร่งกล้า
และเดินทางแผ่กิ่งก้านสาขาสืบต่อไป

ขอบพระคุณอาจารย์
และขอบคุณกัลยาณมิตรทุกคนที่นำพาให้ก้าวเข้าสู่ห้องเรียนห้องนั้น

ด้วยรักและเคารพ




7.8.57

โรแมนติก




















เมื่อคนโรแมนติกอยู่กับคนไม่โรแมนติก

1. เพิ่มระดับความโรแมนติกเป็นสองเท่า

2. เลิกโรแมนติก


1.8.57

ความสุก























ฉันเชื่อในหลัก you are what you eat
เมื่อเราดูแลร่างกายด้วยอาหารที่ดี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารราคาแพง 
ร่างกายจะให้พละกำลัง ความกระฉับกระเฉง ผิวพรรณสดใสกลับคืนมา 
การออกกำลังกายทำให้ฉันหันมาทำอาหารและดูแลสุภาพมากขึ้น 
เลือกมากขึ้นว่าจะรับอะไรเข้าไปในร่างกาย
( เพราะมันเอาส่วนที่เกินความต้องการของร่างกายออกยาก ) 
จากที่ไม่เห็นการทำอาหารกินเองอยู่ในสายตา 
กลับกลายเป็นว่า พยามทำข้าวกล่องไปกินที่ทำงานทุกวัน 

เนื่องจากฝีมือการประกอบอาหารฉันไม่เก่งกาจ  
อาศัยว่าเคยเป็นลูกมือช่วยล้างช่วยหั่นในครัวมาบ้าง
มีโอกาสเห็นแม่ครัวประกอบอาหารผ่านตา จึงพอจำมาทำตามได้  
อาหารที่ทำเลยวนเวียนอยู่แค่ประเภทหน้าตาจืดๆธรรมดา
ต้ม ผัด แกง ทอด  อย่างไข่เจียว ไข่ต้ม ผัดผัก ต้มจืด  
ประกอบกับพื้นที่ครัวและอุปกรณ์มีไม่เยอะ 
เลยไม่แอดวานซ์ทำเมนูยากๆ
ดีที่ฉันเองเป็นคนที่กินอาหารขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว 
จึงไม่ค่อยเป็นปัญหากับความสามารถด้านนี้ของตัวเองเท่าไหร่  

ฉันเริ่มเดินซื้ออาหารสดบ่อยครั้งขึ้น 
แวะซื้อผักปลาอาหารสด จากเดิมที่แต่ซื้ออาหารสำเร็จรูป 
มีเวลาว่างก็มองหาเมนูอาหาร เปิดดูคลิปทำอาหาร 
คิดว่าจะทำอะไรในสุดสัปดาห์ 
เดินดูอุปกรณ์ทำครัว
มันเหมือนได้เปิดโลกใหม่ให้เข้าไปเดินเล่นอีกใบ   

แม้ต้นทุนในการทำจะสูงกว่า 
อีกทั้งต้องมาเหนื่อยกับการเก็บ การทำความสะอาด 
และรสชาติไม่อร่อยเท่าร้านอาหาร   
แต่มั่นใจได้ว่าได้อาหารที่เราทำสะอาด ปลอดภัย
และได้กินอย่างที่เราต้องการแน่นอน  
เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไร ใส่อะไรมากน้อยแค่ไหน 
อยากกินผัดกะเพรา ก็สามารถใส่ใบกะเพราะได้เต็มที่
ไม่ต้องใส่ถั่วฝักยาว ข้าวโพด เห็ดแบบที่ร้านทำ 
ไม่ต้องห่วงว่าน้ำมันที่ใช้จะซำ้แล้วซ้ำเล่า 
หรือกับข้าวจะอุดมไปด้วยไขมันเยิ้ม 
ชอบแบบไหนเราสามารถเลือกได้ 
ฉันเองพยายามจะใช้นำ้มันในการประกอบอาหารให้น้อยที่สุด 
( แต่ยังกินมันฝรั่งทอดไม่เลิก ) 
สนุกดีเวลาที่คิดหาวิธีที่จะทำอาหารให้ออกมาหน้าตาเหมือนแบบที่ชาวโลกทั่วไปกิน 
แต่ใช้วิธีของเราเอง   
เช่น ไข่เจียวประคมเครื่องไร้น้ำมัน  
ไก่ย่างเทริยากิกระเทียมพริกไทย
แพนเค้กไม่ชุ่มเนย หรือผัดผักต้มเค็ม

การทำอาหารทำให้มองเห็นคุณค่าของส่วนประกอบในอาหารมากขึ้น
เพราะเราใกล้ชิดตั้งแต่ขั้นตอนการเลือก 
เห็นวัตถุดิบตั้งแต่อยู่ในรูปสดๆ 
ค่อยเปลี่ยนสภาพไปจนถึงสุก
ยิ่งถ้าเป็นพืชผลที่เราดูแลเองมาแต่ต้น 
ยิ่งเพิ่มความผูกพันต่ออาหารจานนั้นมากขึ้น
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 
ฉันลองปลูกถั่วงอกกินเอง หลังจากที่ไม่ได้ปลูกมานานนับสิบปี
ง่าย  สะดวกกับคนที่ไม่มีพื้นที่เยอะ
แถมมั่นใจว่าอย่างไรก็ต้องได้ผลผลิตอย่างแน่นอน  
ถั่วงอกที่ฉันปลูกไม่ค่อยได้มาตรฐานเท่าไหร่ 
เพราะปลูกเยอะไปและโดนแสงแดด ทำให้ต้นเริ่มเขียว 
แต่พอนำไปผัดกับเต้าหู้และต้นหอมแล้วก็อร่อยดี 
นับเป็นกำลังใจในการเริ่มปลูกผักกินเอง 

อยากให้ทุกคนลองทำอาหารกันเองดูบ้าง
แล้วจะรู้ว่า
ความสุกของอาหาร
คือความสุขของเรา