อาหารสิ้นคิดประจำตัวฉันคือข้าวผัดกะเพรา
(ถ้าแถมไข่ดาวกรอบด้วยสักฟองจะยิ่งเยี่ยมยอด)
ไปไหนมาไหนคิดอะไรไม่ออกก็สั่งข้าวผัดกะเพรา
ฉันว่ามันเป็นอาหารจานเผ็ดที่ยังอยากกินแม้จะอากาศร้อน
และต้องทรมานกับกลิ่นชวนจามระหว่างแม่ค้าผัด
ฉันว่ามันครบครันด้วยคุณค่าทางอาหารจากแป้ง โปรตีน ไขมัน
ตลอดจนไฟเบอร์จากใบกะเพราที่มาพร้อมสรรพคุณช่วยขับลม แก้จุกเสียด
ในกรณีที่เอร็ดอร่อยรีบกลืนโดยไวไม่ทันเคี้ยวให้ละเอียด
ยังจำกะเพราน้อยที่ฉันปลูกไว้ริมระเบียงได้หรือเปล่า
ตอนนี้ต้นสูงชะลูดยืดยาว เอนเข้าหาแสงแล้ว
ฉันเลยคิดว่าได้ฤกษ์ที่จะเด็ดมาเชยชิมเสียหน่อย
ก่อนที่มันจะร่วงโรยราไปตามอายุขัยกลางวันนี้เลยเข้าตลาดติดแอร์
เลือกกระเทียมกลีบอวบ น้ำมันมะกอกขวดใหม่
เนื้อหมูสับ ไข่ไก่ไว้ทำไข่ดาว
พริกมีอยู่แล้วในตู้เย็น กะเพราะเอื้อมเด็ดในกระถาง
เมื่อไตร่ตรองดูแล้วว่ามีเครื่องปรุงครบ
ก็รีบสาวเท้ากลับบ้าน
โดยไม่ร่ำไร
หยิบกระทะมาตั้ง
เทน้ำมันมะกอกลงไป รอให้ไฟร้อน
ตอกไข่ใส่ คอยระวังระไวน้ำมันที่ดีดเด้งดังฉ่า
จนไข่สุกได้ที่ตามต้องการ
ตักขึ้นพักไว้
เติมน้ำมันลงไปอีกนิดไม่ให้ติดกระทะ
ฉันชอบผัดกะเพราแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำมันมาก
ใส่กระเทียมกับพริกที่หั่นพอเป็นพิธีลงไป
ทันใดนั้นก็ก่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีชีวภาพ
กลิ่นฉุนปะทะจมูกจนฉันต้องหันหน้าหนีไปอีกทาง
เสียงจามดังมาสองสามหน
จากนั้น ตามด้วยการเทหมูสับ
เคาะป๊อกๆแป๊กๆ ผัดจนสุก
เหยาะน้ำปลานิด ซอสและน้ำหน่อย
โรยใบกะเพราให้เยอะจุใจ
คลุกให้กลิ่นซ่านัวไปกับเนื้อหมู
เพิ่งได้สูตรใหม่มาว่าถ้าทำให้ใบกะเพราะช้ำเล็กน้อย
กลิ่นของมันจะหอมยิ่งขึ้น
ทว่ากระทะนี้ฉันมือไวใส่ใบกระเพราะไปก่อนแล้ว
อดพิสูจน์ว่าจริงเท็จประการใด
พอผัดกระเพราหอมชวนหิวจนทนไม่ไหวแล้ว
หยิบจานที่มีข้าวราดไข่ดาวมาใกล้
ใช้ตะหลิวตักผัดกระเพราราดข้าว
ควันขึ้นฉุย
ปิดเตา ปิดจ็อบ
เอาจริงๆ
รสชาติกะเพราที่ฉันทำไม่ได้อร่อยล้ำเลิศลอยชั้นฟ้าอะไรเลย
สั่งคุณป้าข้างบ้านยังถูกและอร่อยกว่า
ทว่ามันเป็นความดีใจของแม่บ้านไมโครเวฟอย่างหนึ่งนะว่า
ได้กินอาหารจากผักที่เฝ้าฟูมฟักปลูกเอง
( แบบขาดๆเกินๆ รดน้ำจนล้นบ้าง ลืมรดน้ำบ้าง สภาพร่อแร่ )
ไม่ได้เผ็ดพริก
เพราะใส่ไปแค่สองสามเม็ด
แต่น้ำตาจะไหล
(เว่อร์เนอะ)