23.10.57

ผัดกะเพรา




อาหารสิ้นคิดประจำตัวฉันคือข้าวผัดกะเพรา 
(ถ้าแถมไข่ดาวกรอบด้วยสักฟองจะยิ่งเยี่ยมยอด)
ไปไหนมาไหนคิดอะไรไม่ออกก็สั่งข้าวผัดกะเพรา
ฉันว่ามันเป็นอาหารจานเผ็ดที่ยังอยากกินแม้จะอากาศร้อน
และต้องทรมานกับกลิ่นชวนจามระหว่างแม่ค้าผัด
ฉันว่ามันครบครันด้วยคุณค่าทางอาหารจากแป้ง โปรตีน ไขมัน 
ตลอดจนไฟเบอร์จากใบกะเพราที่มาพร้อมสรรพคุณช่วยขับลม แก้จุกเสียด
ในกรณีที่เอร็ดอร่อยรีบกลืนโดยไวไม่ทันเคี้ยวให้ละเอียด

ยังจำกะเพราน้อยที่ฉันปลูกไว้ริมระเบียงได้หรือเปล่า
ตอนนี้ต้นสูงชะลูดยืดยาว เอนเข้าหาแสงแล้ว
ฉันเลยคิดว่าได้ฤกษ์ที่จะเด็ดมาเชยชิมเสียหน่อย
ก่อนที่มันจะร่วงโรยราไปตามอายุขัย

กลางวันนี้เลยเข้าตลาดติดแอร์
เลือกกระเทียมกลีบอวบ น้ำมันมะกอกขวดใหม่
เนื้อหมูสับ ไข่ไก่ไว้ทำไข่ดาว
พริกมีอยู่แล้วในตู้เย็น กะเพราะเอื้อมเด็ดในกระถาง
เมื่อไตร่ตรองดูแล้วว่ามีเครื่องปรุงครบ
ก็รีบสาวเท้ากลับบ้าน

โดยไม่ร่ำไร
หยิบกระทะมาตั้ง 
เทน้ำมันมะกอกลงไป รอให้ไฟร้อน 
ตอกไข่ใส่ คอยระวังระไวน้ำมันที่ดีดเด้งดังฉ่า
จนไข่สุกได้ที่ตามต้องการ 
ตักขึ้นพักไว้

เติมน้ำมันลงไปอีกนิดไม่ให้ติดกระทะ
ฉันชอบผัดกะเพราแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำมันมาก
ใส่กระเทียมกับพริกที่หั่นพอเป็นพิธีลงไป
ทันใดนั้นก็ก่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีชีวภาพ
กลิ่นฉุนปะทะจมูกจนฉันต้องหันหน้าหนีไปอีกทาง 
เสียงจามดังมาสองสามหน
จากนั้น ตามด้วยการเทหมูสับ 
เคาะป๊อกๆแป๊กๆ ผัดจนสุก 
เหยาะน้ำปลานิด ซอสและน้ำหน่อย
โรยใบกะเพราให้เยอะจุใจ
คลุกให้กลิ่นซ่านัวไปกับเนื้อหมู
เพิ่งได้สูตรใหม่มาว่าถ้าทำให้ใบกะเพราะช้ำเล็กน้อย
กลิ่นของมันจะหอมยิ่งขึ้น
ทว่ากระทะนี้ฉันมือไวใส่ใบกระเพราะไปก่อนแล้ว 
อดพิสูจน์ว่าจริงเท็จประการใด
พอผัดกระเพราหอมชวนหิวจนทนไม่ไหวแล้ว
หยิบจานที่มีข้าวราดไข่ดาวมาใกล้
ใช้ตะหลิวตักผัดกระเพราราดข้าว 
ควันขึ้นฉุย
ปิดเตา  ปิดจ็อบ

เอาจริงๆ 
รสชาติกะเพราที่ฉันทำไม่ได้อร่อยล้ำเลิศลอยชั้นฟ้าอะไรเลย
สั่งคุณป้าข้างบ้านยังถูกและอร่อยกว่า
ทว่ามันเป็นความดีใจของแม่บ้านไมโครเวฟอย่างหนึ่งนะว่า
ได้กินอาหารจากผักที่เฝ้าฟูมฟักปลูกเอง
( แบบขาดๆเกินๆ รดน้ำจนล้นบ้าง ลืมรดน้ำบ้าง สภาพร่อแร่ )

ไม่ได้เผ็ดพริก 
เพราะใส่ไปแค่สองสามเม็ด

แต่น้ำตาจะไหล
(เว่อร์เนอะ)




















12.10.57

Rookierun #3






















ลงระยะ 10K ครั้งแรก
ใจกล้าๆกลัวๆเหมือนกัน
เกรงว่าจะวิ่งไม่ไหว
แม้ว่าจะเคยซ้อมใหญ่มาครั้งหนึ่งแล้ว

กลับบ้านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
บอกพ่อว่าจะไปวิ่งสิบกิโล
พ่อบอกว่า เมื่อตอนเด็ก จะให้ฉันเป็นนักกีฬาวิ่งฉันก็ไม่ยอมวิ่ง
แล้วมาวิ่งอะไรเอาเมื่อตอนโตนี้
ฉันบอกว่า ฉันเป็นคนวิ่งช้า
จะให้ไปวิ่งแข่ง แปดสิบเมตร ร้อยเมตร วิ่งเร็วๆ ใช้เวลาสั้นๆ
ฉันสู้เขาใครเขาไม่ได้หรอก
พ่อเห็นด้วยที่ฉันวิ่งระยะใกล้ไม่ค่อยไหว
แต่ถ้าเป็นวิ่งระยะไกล พ่อว่าฉันวิ่งได้

คงเหมือนอย่างที่พ่อบอก
หลายเรื่องในชีวิต
ถ้าจะให้ฉันแข่งอะไรกับใครในระยะเวลาสั้นๆ
ฉันยอมรับว่าแพ้ราบคาบ ไม่ถนัดเลย
แต่ถ้าแข่งอะไรที่เป็นระยะยาว ใช้เวลานาน
ฉันว่าฉันพอสู้ไหวนะ


ดีใจที่เป้าหมายวันนี้สำเร็จ
ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของตัวเองมาอีกอย่างแล้ว


9.10.57

กลับไม่ได้ ไปให้ถึง



ตอนจะไป
เราอาจคิดว่าช่างโชคดี
มีที่ใหม่ให้ไป
โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า
เราไม่มีที่ให้กลับ


บางที่ที่เราได้เดินจากไปแล้ว
เราไม่สามารถกลับมายืนที่เก่าได้อีก
หากไปแล้ว
ต้องเดินหน้าต่อไปตลอดกาล


ไม่มีอะไรจะบอก
นอกจากอวยพรว่า
ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ



1.10.57

3


เคยคิดว่าการเข้าสู่สามย่านเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก
ดูเหมือนเป็นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยภาระ หน้าที่และความรับผิดชอบ
ทั้งด้านการงาน ครอบครัว การสร้างฐานะ
เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมีเวลาได้พบปะ
แถมยังได้รับคำขู่จากสาวๆรุ่นพี่หลายคนว่า
ระบบการทำงานของร่างกายจะไม่ว่องไวดังเมื่อก่อน
ทำให้รู้สึกหลอนไปว่า
ชีวิตมันไม่น่าสนุกเหมือนช่วง 20 something

พอเอาเข้าจริง
หลังจากได้ใช้ชีวิตเลขสามไปหนึ่งปีแล้ว
ฉันพบว่า ฉันชอบช่วงชีวิตนี้มาก
มันเหมือนเป็นช่วงกึ่งกลางชีวิต
ที่ผ่านวัยว้าวุ่นเวิ่นเว้อเพ้อฝันมาได้ระยะหนึ่ง
แต่ยังไม่ถึงขั้นเก่งกล้าวิชาอาบน้ำร้อน
สนุกก็สนุก
สงบก็สงบ
ร้ายก็สามารถร้ายได้แบบมีมารยาท
ดีก็ดีแบบไม่ต้องเว่อร์จนตัวเองเดือดร้อน
สามารถเรียกแทนตัวเองว่าพี่ได้เต็มปากเต็มคำในกลุ่มเด็กหน้าใส
สามารถปรายตาใส่คนบางกลุ่มได้โดยไม่สนใจว่าเขาจะคิดยังไง
เป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษาและรับฟังคำปรึกษา
ฉลาดที่จะเลือกมากขึ้น
ยอมรับตัวเองมากขึ้น

เคยได้ยินคำพูดที่ว่า
ตอนเด็กมีเวลา มีเเรง แต่ไม่มีเงิน
โตมามีเงิน มีแรง แตไม่มีเวลา
ยามชรามีเงิน มีเวลา แต่ไม่มีแรง
สำหรับฉันแล้ว
ช่วง 30 นี่แหละ มันเป็นช่วงที่มีทั้งเวลา มีเงิน และมีแรง
เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตได้เต็มที่

ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ข้ามมาสู่ช่วงอายุนี้
และยินดีต้อนรับน้องๆที่อีกไม่นานจะได้ย้ายมาอยู่ย่านเดียวกัน

เฮ้ย ไม่ต้องกลัว
มันเจ๋งกว่าที่คิด  เชื่อเหอะ