ไม่ได้ตั้งใจจะไปดูเรื่องนี้ตั้งแต่แรก
ไม่เคยดู trailer ด้วยซ้ำ
เคยเห็นแค่ภาพโปสเตอร์หนังผ่านๆ
ไม่ได้สนใจอะไร
เมื่อคืนนั่งเล่น Facebook แล้วบังเอิญไปเจอเพจ Little Forest
เลยได้เห็นภาพในหนัง และอ่านรีวิวบางส่วนของคนที่ได้ไปดู
ทำให้เกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมา
ประกอบกับการที่ได้ทำอาหารกินเองบ่อยๆ
คิดว่าดูเรื่องนี้แล้วน่าจะรับพลังงานบางอย่างกลับมาเป็นแรงใจในการทำอาหาร
เลยตัดสินใจไป
หนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ
เป็นภาพชีวิตประจำวันของหญิงสาวชาวเกษตรกร
ที่ใช้ชีวิตเรื่อยไปตามฤดูกาล
ตื่นมากินข้าวเช้า
ออกไปทำสวนทำนา
เก็บพืชเก็บผักมาประกอบอาหาร
สมาคมกับเพื่อนบ้านที่เป็นคุณลุงคุณป้า
ใช้เวลาพักผ่อนยามค่ำคืน
ไม่มีนางเอก พระเอก ตัวร้าย
ไม่ได้ตื่นเต้น ลุ้นระทึก เร้าใจ
ไม่มีบทพีคดราม่าจัด น้ำตาไหลพราก หักมุม
เข้าใจยากหรืออบอุ่นแบบที่ฉันกลัว
สามารถดูได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ
คงเป็นเพราะมีความละมุนละไมแฝงอยู่ในนั้น
ทั้งภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม
ผันเปลี่ยนไปตามฤดูกาลให้เราได้ติดตามความเปลี่ยนแปลง
สีของแสงแดด เพลงประกอบพาเพลิน
ความสดใหม่อลังการของพืชผัก
ขั้นตอนการประกอบอาหาร
บทสนทนาเรียบง่ายธรรมดา(แต่มีอะไรกลับไปให้คิดต่อ)
และนักแสดงที่เล่นได้เป็นธรรมชาติ
ฉันชอบที่อิจิโกะบอกว่า
เธอปลูกผักทุกชนิดไว้
ฤดูไหนผักอะไรงอกงามก็กินผักชนิดนั้น
มันเหมือนกับบ้านเราในสมัยก่อนเลยที่กินพืชตามฤดูกาล
อย่างหน้าไหนมะนาวไม่มีก็ใช้อย่างอื่นแทน
ทั้งมะม่วง มะกอก
ไม่ใช่หันไปใช้มะนาวขวดสังเคราะห์
ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่อยากกินอะไรก็ไปหาในซุปเปอร์มาร์เก็ต
ไม่มีการใส่สารเร่งให้พืชให้ผลได้ทั้งปี
แม้หลายคนจะเตือนว่า ห้ามไปดูตอนหิวเด็ดขาด
แต่ฉันไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบอะไรหนักหนา
รอบที่ฉันซื้อตั๋วมาเป็นรอบเที่ยงพอดี (ยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน)
ดูไปสักยี่สิบนาทีจึงเข้าใจถ่องแท้ว่า
ที่เขาเตือนกันมานั้น
มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง
ในหนังถ่ายทอดขั้นตอนการทำอาหารโฮมเมดสิบกว่าเมนู
ที่ทำเอาฉันท้องร้อง กลืนน้ำลายตลอดเรื่อง
ตั้งแต่ขนมปังอบ แยมผลไม้ นูเทลล่า
เหล้าข้าวแสนสดชื่น วูสเตอร์ซอสราดของทอด
ปลาเทราต์ย่าง มะเขือเทศดอง
เป็ดทอด ข้าวปั้นวอลนัท เกาลัด ผัดผัก
เห็นแล้วอยากจะเข้าครัวทำอาหารเดี๋ยวนั้น
อยากมีสวนผักเป็นของตัวเองแบบอิจิโกะ
เก็บผักข้างบ้านมาทำอาหาร
นึกถึงตอนที่ไปค่าย
ฉันไปอาศัยอยู่กับชาวบ้าน
กินยอดฟักทองที่เก็บจากต้นสดๆ
เดินเก็บผักกูดริมลำธาร
ช่วยยกมัดข้าวที่เกี่ยวแล้ว
คล้ายๆกับในหนัง
ไปทำประเดี๋ยวประด๋าวมันสนุกดี
แต่ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตจริงมันไม่สนุกอย่างนั้น
มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
เหนื่อยจริง ลำบากจริง
ฉันว่าหลายคนที่ดูจบ
อยากละทิ้งชีวิตในเมืองไปใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบแบบในชนบท
อยากปลูกผักปลอดสารพิษกินเอง
ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ต้องใช้เงินเยอะ
ฉันเองก็เคยคิดอยากเป็นแบบนั้น
แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายและสวยเหมือนในหนัง
ลำพังแค่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ก๊อกๆแก๊กๆ
ยังบ่นว่าเหนื่อยนักหนา
จะรับมือกับงานที่ใหญ่กว่า ยากกว่าอย่างนั้นอย่างไร
ถ้าเมืองไทยทำหนังแบบนี้บ้าง
ฉันว่าน่าจะสนุกดีเหมือนกันนะ
ต้มยำกุ้ง แกงส้ม กระเพราไก่
ข้าวเหนียวมะม่วง กล้วยบวชชี
คงชวนให้หลายคนหันมาทำกับข้าวกินเองกันได้บ้างล่ะ


