31.3.58

โลนลี่ที่ฮ่องกง




จากการที่เคยได้ดูหนังฮ่องกงยุคเก่ามาหลายเรื่อง
ทำให้ฉันติดภาพฮ่องกงไว้ว่า
จะเต็มไปด้วยตึกเก่า สีจาง ออกแนวจีนจ๋า
ผู้คนมากมายเดินวุ่นวายไปมา ชนกันสับสนขวักไขว่



พอได้ไปจริงเลยเซอร์ไพรส์
เพราะแม้คนฮ่องกงเคลื่อนไหวรวดเร็ว เดินฉุบฉับ
แต่ก็เป็นระเบียบกว่าที่คิด
คนพร้อมใจกันยืนชิดขวาบนบันไดเลื่อน
ระบบการเดินทางสาธารณะดี ทั่วถึง ตรงเวลา
แถมเวลาเดินข้ามถนนยังมีเสียงสัญญาณกำกับ
รถหยุดให้ข้ามอย่างปลอดภัยแบบหายห่วง








































ตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่
ประดับป้ายไฟแสงวิบวับระยับตา
มีวัดวาอารามเก่าแก่แทรกผสมผสาน
เป็นการรวมกันของฝั่งตะวันตกและตะวันออก








































ตอนที่ฉันไปอากาศเย็นกำลังดี
มีฝนตก หมอกปกคลุม และมีแดดจ้า
จึงได้สัมผัสฮ่องกงแบบหลายฤดู
ส่วนผสมของหมอกที่นี่ มีควันบุหรี่เจืออยู่
ระหว่างข้างทางจะมีถังขยะพร้อมที่เขี่ยบุหรี่เป็นระยะ
ให้ชาวฮ่องกงทั้งชายหญิงมายืนอุ่นปอดกันเป็นเรื่องปกติ








































คนฮ่องกงยุคใหม่ตัวค่อนข้างสูง แต่งตัวดี
ในวันทำงาน ผู้ชายมักใส่สูทจัดเต็ม
ผู้หญิงจะแต่งในโทนขรึมๆ สีดำ
รองเท้าผ้าใบก็เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ฮิต
เดินตามถนนได้ดูแฟชั่นรองเท้ากีฬาอย่างเพลิดเพลิน








































สำหรับอาหารฮ่องกงที่คนอื่นติดใจนักหนา
ทั้งบะหมี่เกี๋ยว ติ่มซำ โจ๊ก ร้านที่เขานิยมไปกินกัน
ตัวฉันเองรู้สึกเฉยๆ รู้สึกว่ารสชาติเค็มไปหน่อย และไม่ค่อยมีผัก
คิดถึงส้มตำ กะเพราไก่บ้านเราจับใจ


























ไปเที่ยวตามเเลนด์มาร์ค
The Peak  ไหว้พระที่ Nong Ping  เดินเล่นย่านช็อปปิ้ง
ฮ่องกงมีห้างเยอะมาก เดินไม่หวาดไม่ไหว
ทำให้นึกสงสัยว่าฮ่องกงเอาพลังงานมาจากไหน



















ทริปนี้สนุกดี
เดินเยอะ ซอกแซกไปเรื่อย
ได้ไปในที่ที่วางแผนเอาไว้ครบ

อยากไปอีก



21.3.58

มาตามนัด


ยิ่งโต ยิ่งนัดเจอกับเพื่อน พี่ น้องยากมากขึ้น 
บางคนไม่ได้เจอหน้าค่าตากันมาเกือบสิบปีแล้ว
นัดกันทีไรมีเหตุต้องยกเลิก

แต่ละคนมีธุระปะปัง ทำงานยุ่งขิง
มีภาระผูกพันมากมาย
หยุดสุดสัปดาห์ก็อยากใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับครอบครัว
การที่สละเวลามาพบกัน 
แม้จะเพียงเวลาสั้นๆ 
มันจึงมีความหมายมาก

คิดถึงคำพูดของ อาจารย์ยุงยุทธ ในห้องเรียนวิชาอะไร เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2555
วันนั้นเป็นห้องเรียนพิเศษ  
เนื่องในโอกาสเป็นเดือนเกิดของอาจารย์
เรานัดกันเพื่อไปเรียน
และเขียนข้อความเพื่อให้กำลังใจอาจารย์
ที่กำลังต่อสู้กับความเจ็บป่วย

หลังจากที่เรามอบหนังสือที่บรรจุถ้อยคำแห่งความรักและเคารพให้แก่อาจารย์แล้ว
อาจารย์กล่าวกับพวกเราในห้อง
ด้วยถ้อยคำที่ฉันไม่มีวันลืม

"อันที่จริงไม่จำเป็นต้องมีของมามอบ 
เราแค่มาเจอหน้าเจอตากันก็มีค่ามากกว่าของแล้ว 
เพราะการที่แต่ละคนมาคือการเอาชีวิตมา 
เราต้องหยุดการใช้ชีวิตของเราในที่อื่น 
เพื่อมาพบปะสังสรรค์กัน 
ซึ่งมันมีค่าสูงสุดสำหรับผม"

ตอนที่ได้ยิน
น้ำตาฉันเกือบไหล 

นึกถึงการที่ทุกคนยอมแลกเวลาของตัวเอง 
เพื่อมาพบกัน 
แทนที่จะได้ใช้เวลานั้นทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

อยากขอบคุณทุกคนที่มาตามนัด
ขอบคุณที่เสียสละเวลามาพบกัน

8.3.58

6




ผ่านมาอีกปีแล้ว

เหมือนเพื่อนสนิทกันมากกว่าเดิม
เรียกกันว่า"แก" แล้ว

:)