27.6.58

Little Forest 2


ไม่นานเกินรอสำหรับ Little Forest : Winter & Spring 
ครบสี่ฤดูกาลกับชีวิตบ้านเล็กในป่าใหญ่
ภาพธรรมชาติอันงดงามที่ไม่ต้องปรุงแต่ง
ยังคงสร้างความประทับใจให้ผู้ชมเช่นเคย
แม้ภาคนี้ไม่ได้ทำให้กบในท้องของฉันร้องดังเท่าภาคแรก
(เนื่องจากเตรียมตัวไม่ให้ท้องว่างไปอย่างดี)
แต่ช่วยเติมเต็มเรื่องราวที่ขาดหายของอิชิโกะ
และพาให้ใจอิ่มเอมไปกับชีวิตของชาวโคโมริ

หลายฉากในเรื่องมันสะเทือนใจฉันเล็กๆ
อย่างฉากที่อิชิโกะแอบบ่นนายจ้างชายที่เธอไปทำงานให้
มันเป็นอารมณ์พีคที่คนอยู่คนเดียวอย่างฉันเข้าใจดีเลย
นอกจากจะมีงานนอกบ้านที่ต้องรับผิดชอบแล้ว
ยังมีงานในบ้านจุกจิกมากมายที่รอต้องทำ
โดยไม่มีคนช่วยแบ่งเบาภาระ
หรือฉากที่อิชิโกะทำอาหารกล่องให้เพื่อนที่ทำงาน
แล้วพบความจริงจนเปลี่ยนใจไม่ให้
นั่นก็แอบเจ็บนิดๆ

อิขิโกะโชคดีที่มียูตะและคิกโกะ
คอยมาดูแล เเวะมาคุยเป็นเพื่อน 
เป็นลูกมือทำอาหาร ช่วยงานในบ้านและในสวน
ทั้งสามคนเติบโตและเรียนรู้ผ่านชีวิตของกันและกัน
ตอนกลางเรื่องมีฉากที่ทำให้เอะใจว่าอิชิโกะจะลงเอยกับยูตะหรือเปล่านะ
แต่ดีแล้วที่มันจบลงตัวแบบในหนังอย่างนั้น

กล่าวถึงเรื่องของกลมและเกลียวที่แม่ของอิชิโกะเขียนในจดหมายบ้าง
มันทำให้ฉันนึกถึงทฤษฎีระยะทางและการกระจัด 
หลายครั้งที่เราเริ่มต้นเดินทางไปไหนสักเเห่ง
เดินไปไกล ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย หวังว่าจะไปถึงจุดหมาย
แต่สุดท้ายแล้วพบว่าเราวกกลับมาอยู่ตรงจุดเดิม 
เหมือนเราไม่เคยไปไหน 
มองดูแล้วการกระจัดมันอาจเป็นศูนย์
แต่ระยะทางไม่ใช่
เราได้ผ่านอะไรไปแล้วมากมาย
ตัวเราในจุดเดิมตอนนี้กับตัวเราตอนเริ่มออกเดินทางนั้นต่างออกไป
ไม่มีการเดินทางครั้งไหน ที่ไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

หลายคนมองว่าการทำงานในออฟฟิศเป็นงานที่ต้องทำซ้ำๆเดิมๆ
อยากหนีไปทำสวนทำไร่
การทำงานในไร่ในสวนก็เป็นงานทำซ้ำๆเดิมๆเช่นกัน
หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตจบ
เกษตรกรต้องเตรียมดิน เตรียมไร่นา 
เตรียมตัวปลูกพืชปลูกพืชผลชนิดใหม่ตามฤดูกาล
หมุนเวียนผ่านไปเหมือนเดิมทุกปี ทุกปี
ขณะอยู่ในฤดูร้อนต้องมองไกลไปถึงฤดูหนาวที่กำลังจะก้าวมาถึง
ไม่ต่างกับการทำงานที่ต้องวางแผนไปถึงอนาคตข้างหน้า
ไม่ว่าจะดำรงชีวิตแบบคนเมืองหรือคนชนบท 
ทุกคนล้วนแล้วแต่มีวัฏจักรของตัวเอง
ฉันว่ามันอยู่ที่เราจะมองยังไง
สุขใจกับสิ่งที่เราทำหรือเปล่า
เราอาจเฝ้าอิจฉาชีวิตที่เราคิดไปเองว่าเป็น Slow Life
ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่
เเต่ละคนก็มีความลำบากในแบบของตัวเอง

สิ่งที่ฉันชอบอีกอย่างคือความเข้มแข็งของชุมชนโคโมริ
ที่รัก ภูมิใจและต้องการพัฒนาตัวเอง
เห็นจากการที่มีการประชุมหมู่บ้านบ่อยครั้ง
หรือจากการพูดถึงการจัดการที่รกร้างไม่ให้เป็นพื้นที่ไร้คนดูแล
อยากให้ชุมชนบ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง

ฉากจบที่อิชิโกะเต้นรำแบบญี่ปุ่นในงานของหมู่บ้าน
มันทำให้ฉันน้ำตาปริ่มเลย
ยินดีด้วยกับการตัดสินใจของอิชิโกะ
ที่เธอไม่ต้องหนีอีกต่อไป
และพร้อมจะสู้เพื่อวันข้างหน้า
กับคนที่เธอรัก


17.6.58

Rookierun #5



สนามแรกของปีนี้
ชั่งใจอยู่พักหนึ่งว่าจะลงระยะ 5 ไมล์หรือ 10 ไมล์ดี
เพราะ 5 ไมล์ เป็นระยะที่ใกล้ไป
ส่วน 10 ไมล์ เป็นระยะที่ยังไม่เคยก้าวไปถึง

ในที่สุด 
ความอยากเอาชนะก็ชนะทุกสิ่ง 
ฉันตัดใจกรอกใบสมัครระยะ 10 ไมล์ไป
ทั้งที่ใจคิดว่าอาจมีโอกาสไปไม่ถึง

วันก่อนวิ่งจริงมีอาการปวดท้อง
ร่างกายพร้อมแค่ 60 เต็ม 100
ตอนไปรับเสื้อก็มีปัญหาจุกจิก
แถมวันวิ่งยังตื่นสาย
ไปถึงงานแบบพอดิบพอดีเป๊ะ
แถมยังมีฟ้าคำราม ฝนลงเม็ดเบาเบาอีก

เป็นไงเป็นกัน
คิดว่าถ้าไปต่อไม่ไหวคงต้องออกจากสนามมากลางคัน
ไม่ถึงเส้นชัยก็ไม่เป็นไร

น่าเเปลกดีที่ร่างกายฉันทำได้ดีกว่าที่คาดไว้
วิ่งได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยเท่าไหร่
จนสามารถเข้าเส้นชัยได้ในเวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที
เกือบจะที่โหล่แน่ะ

ภูมิใจมากที่ตัวเองทำสำเร็จ
เมื่อก่อนเคยคิดว่าจุดนี้มันไกลเกินเอื้อม 
ไกลเกินยิ่งกว่าเอื้อม
เหมือนฝันลมลมแล้งแล้ง
วันนี้ฉันได้ก้าวมาถึงจุดจุดนี้แล้ว
เหรียญมาอยู่ในมือฉันแล้ว
เหรียญที่แลกมาด้วยความตั้งใจและแรงสู้ของตัวเอง


16 กิโลเมตรผ่านไป
อีก 5 กิโลเมตร 
ก็จะถึงฝันแห่งฮาล์ฟมาราธอน 

ขอเวลาฝึกฝนอีกนิด
ได้เจอกันแน่ฮาล์ฟ


14.6.58

น่านนานนะนะ





มาน่านครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว
ไม่รู้เป็นเพราะครั้งก่อนได้ไปลอดประตูที่วัดภูมินทร์ไว้หรือเปล่า
จึงได้กลับมาเยือนอีกหน




ครั้งนี้ได้ไปทั้งสถานที่ที่เคยไปมาแล้ว
และสถานที่ที่ยังไม่เคยไป
น่านกำลังเติบโตขึ้น
จากเมืองเงียบๆที่ไม่ค่อยมีคนนึกถึง
กลายเป็นจุดหมายในฝันของใครหลายคน
ช่วงเวลาห่างกันเพียง 1-2 ปี
หลายที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ต้นไม้ที่เคยปลูกถูกโคนไป
สิ่งก่อสร้างแบบใหม่มาแทนของเก่า
ทำให้ฉันยิ่งคิดอยากจะรีบไปเยือนสถานที่อีกหลายเเห่ง
อยากไปยืนอยู่นำหน้าการเปลี่ยนแปลง
อยากไปเห็นสภาพดั้งเดิมด้วยตา
ก่อนเวลาจะพาให้อะไรบางอย่างในที่นั้นหายไป


ได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ
และสนิทกับคนที่รู้จักผิวเผินมากขึ้น
โดยเฉพาะน้องคนหนึ่ง
ทำให้ฉันรู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่นี่เก่งจัง
พวกรุ่นพี่นี่ต้องหัดพัฒนาตัวเองบ้าง






อาหารเหนือที่น่านอร่อยดีรสชาติไม่จัดจ้านมาก
กลมกล่อมกลางๆ
ทริปนี้ชิมไปหลายอย่าง
รวมถึงแวะไปร้านกาแฟจ๊างน่าน
ร้านกาแฟและร้านนมที่เจ้าของน่ารัก
เอื้อเฟื้อสถานที่และอำนวยความสะดวก
ในการฟังเรื่องเมืองน่านจากคนท้องถิ่นอย่างสนุกและได้ความรู้

แวะไปสถานีรถไฟเล็กๆ 
สถานีรถไฟวิวสวยที่น้อยคนจะได้เดินทางไปเห็น
ทุกครั้งที่ได้ไปเยี่ยมเยือน
เจ้าหน้าที่จะต้อนรับขับสู้พวกเราอย่างดี
อธิบายข้อมูลต่างๆอย่างเต็มใจ
ฟันเฟืองเล็กๆในระบบรถไฟไทย
ผู้ซึ่งอยู่ในที่อันห่างไกลและไม่สะดวกสบาย
เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาฉัน

ลืมลอดประตูที่วัดภูมินทร์
ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเยือนที่นี่อีกไหม
แต่ยังไม่ได้ไปประทับรอยเท้าในหลายพื้นที่ในน่าน
ยังไงคงได้มาอีกแน่นอน