22.10.56
ดีที่สุด แย่ที่สุด
หากเป็นเมื่อก่อน
ถ้าฉันไม่ถูกใจอะไรในคนบางคน
ฉันอาจจะมองข้อดีของเขามากกว่าข้อเสีย
ถึงแม้เขาจะไม่ดีอย่างสองอย่าง
แต่ก็พยายามนึกถึงข้อดีของเขามากลบเกลื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าเขาดีหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด อย่าง
ฉันก็สามารถให้อภัย
และปฏิบัติตัวต่อคนคนนั้นได้เหมือนปกติ
แต่มาตอนนี้ ฉันเลือกที่จะมองข้อเสียของเขามากกว่า
ฉันจะพยายามหาข้อเสียที่แย่ที่สุดของเขา
นึกถึงพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุดของของเขาเท่าที่จะนึกได้
ถ้าข้อเสียที่แย่ที่สุดข้อนั้น
ฉันทนมันไม่ไหว
ต่อให้เขามีข้อดีเป็นร้อย
ฉันก็ถอย
ฉันว่าถ้าคนเรารู้ถึงส่วนที่แย่ที่สุดของกันและกัน
สามารถเข้าใจและยอมรับในส่วนนั้นได้
สิ่งที่เหลือ
ย่อมไม่ใช่ปัญหา
พี่ที่ฉันรู้จักคู่หนึ่ง
ใช้ทฤษฎีนี้ในการสร้างความสัมพันธ์
พี่ชายไม่ได้ใช้โปรโมชั่น บริการทุกระดับประทับใจแก่พี่สาวในช่วงแรก
แต่เปิดเผยนิสัยด้านมืดของตัวเองตั้งแต่ต้น
ทำตัวเป็นกราฟในจุดต่ำสุด
พี่ชายบอกว่า ถ้าในระยะวัดใจ
พีสาวสามารถยอมรับเขาในด้านนี้ได้
ความสัมพันธ์นี้ก็รอด
เพราะต่อไป มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้ว
กราฟมันจะค่อยๆไต่ไล่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
พี่สองคนนี้จะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ไม่รับประกันว่า
วิธีนี้จะใช้ได้ผลกับทุกคู่ทดลองไหม
แต่ฉันว่ามันก็เป็นวิธีคิดอีกแบบที่น่าสนใจดี
20.10.56
That moment
เคยคิดว่าเวลาที่ญาติสนิทหรือคนใกล้ชิดจะจากไป
มันจะมีลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง
เช่น ของตกแตก ฝันถึงแล้วสะดุ้งตื่นจากฝัน
เหมือนอย่างในละคร
แล้วเราก็จะได้รู้ตัวก่อน
แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ของแบบนี้มันไม่มีลางบอกเหตุ
เราไม่รู้เลยว่าเสี้ยววินาทีไหนที่เขาจากเราไป
ตอนนั้นหรือเปล่านะ
ตอนที่ก้มลงเก็บของที่หล่น
ตอนที่หม้อข้าวดีด
ตอนที่กำลังจ่ายเงินให้แม่ค้า
ตอนที่ก้าวขึ้นรถ
ตอนที่เปิดประตูบ้าน
ตอนไหนกัน
เพราะทุกอย่างมันเหมือนปกติเลย
ทั้งที่มันไม่ปกติ
ตั้งจะว่าจะไม่ร้องไห้
ไม่อยากทำให้คนที่อยู่ยิ่งเสียกำลังใจไป
แต่พอมาได้เห็นภาพของคนที่ฉันรักที่ฉันเองเคยถ่ายไว้
น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง
พอนึกว่าถ้าได้กลับไปยืนอยู่ในสถานที่ในภาพถ่าย
ก็จะไม่มีคนคนนั้นอยู่แล้ว
แบบ
ไม่มีแล้ว
ไม่มีวันจะมีอีกแล้ว
ไม่มีวันที่เราจะได้ถ่ายภาพแบบนี้อีกแล้ว
เพราะไม่มีคนคนนี้แล้ว
คิดถึง
แล้วก็หยุดร้องไห้ไม่ได้
โลกบนฟ้าคงไม่เหงา
ไม่วุ่นวาย
ไม่มีอะไรที่ทำให้เจ็บปวดเหมือนโลกนี้
ดีใจที่คนที่ฉันรักได้ไปอยู่บนนั้นอย่างมีความสุข
...
พักผ่อนให้สบายนะคะ อากง
ไม่ต้องห่วงคนทางนี้
ทุกคนสบายดี
และดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานของอากง
:')
มันจะมีลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง
เช่น ของตกแตก ฝันถึงแล้วสะดุ้งตื่นจากฝัน
เหมือนอย่างในละคร
แล้วเราก็จะได้รู้ตัวก่อน
แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ของแบบนี้มันไม่มีลางบอกเหตุ
เราไม่รู้เลยว่าเสี้ยววินาทีไหนที่เขาจากเราไป
ตอนนั้นหรือเปล่านะ
ตอนที่ก้มลงเก็บของที่หล่น
ตอนที่หม้อข้าวดีด
ตอนที่กำลังจ่ายเงินให้แม่ค้า
ตอนที่ก้าวขึ้นรถ
ตอนที่เปิดประตูบ้าน
ตอนไหนกัน
เพราะทุกอย่างมันเหมือนปกติเลย
ทั้งที่มันไม่ปกติ
ตั้งจะว่าจะไม่ร้องไห้
ไม่อยากทำให้คนที่อยู่ยิ่งเสียกำลังใจไป
แต่พอมาได้เห็นภาพของคนที่ฉันรักที่ฉันเองเคยถ่ายไว้
น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง
พอนึกว่าถ้าได้กลับไปยืนอยู่ในสถานที่ในภาพถ่าย
ก็จะไม่มีคนคนนั้นอยู่แล้ว
แบบ
ไม่มีแล้ว
ไม่มีวันจะมีอีกแล้ว
ไม่มีวันที่เราจะได้ถ่ายภาพแบบนี้อีกแล้ว
เพราะไม่มีคนคนนี้แล้ว
คิดถึง
แล้วก็หยุดร้องไห้ไม่ได้
โลกบนฟ้าคงไม่เหงา
ไม่วุ่นวาย
ไม่มีอะไรที่ทำให้เจ็บปวดเหมือนโลกนี้
ดีใจที่คนที่ฉันรักได้ไปอยู่บนนั้นอย่างมีความสุข
...
พักผ่อนให้สบายนะคะ อากง
ไม่ต้องห่วงคนทางนี้
ทุกคนสบายดี
และดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานของอากง
:')
18.10.56
เอ๋ วิ่งดิ
มันเริ่มต้นจากก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สอง ก้าวที่สาม
ด้วยความเร็วห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง
จนไปถึงก้าวที่พัน
ด้วยความเร็วหกจุดแปดกิโลเมตรต่อชั่วโมง
เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นดังเป็นระยะไม่ขาดสาย
ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
หยดเหงื่อกลั่นจากร่างกายผุดขึ้นเต็มใบหน้า
ไหลตามแรงโน้มถ่วงช้าช้าลงสู่ลำคอ
เรื่อยไปจนชุ่มแผ่นหลัง
ใช่
ฉันกำลังวิ่ง
ฉันไม่ชอบเล่นบาสเก็ตบอล เพราะมันต้องวิ่ง
ฉันไม่ชอบเล่นเทนนิส เพราะมันต้องวิ่ง
ฉันไม่ชอบเล่นฟุตบอล เพราะมันต้องวิ่ง
ฉันไม่ชอบการวิ่ง
ฉันพยายามหลีกเลี่ยงการวิ่ง
แต่ในวันนี้
ฉันประหลาดใจตัวเองที่ฉันกำลังมีความสุขกับการวิ่ง
...
เมื่อสมัยเรียนประถมสาม
ด้วยรูปลักษณ์ทางร่างกายที่ดูมีภาษีกว่าคนอื่น
ทำให้ฉันจับพลัดจับผลูไปเป็นนักกีฬาวิ่งของโรงเรียนโดยการเลือกของคุณครู
ทั้งที่ฉันเป็นคนวิ่งช้า
ฉันต้องซ้อมวิ่งทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียนทุกวัน
เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสัปดาห์
เป็นการเปิดประสบการณ์การวิ่งแบบยาวนานครั้งแรก
การวิ่งระยะไกลไม่ใช่ปัญหา
ฉันสามารถวิ่งเรื่อยๆได้นานๆ ตราบเท่าที่พลังยังเหลือ
แต่การวิ่งระยะสั้น ทำให้ฉันหวั่นใจ
ในวันที่แข่งขันวิ่งผลัดห้าคูณแปดสิบ
ทีมของฉันเข้าอันดับที่สี่จากห้า
ด้วยฝีมือไม้ผลัดที่สามผู้วิ่งช้าที่สุดในทีม
ซึ่งก็คือ ฉัน
ฉันบอกคุณครูว่า
ฉันทำได้ไม่ดีเป็นเพราะฉันปวดขา
แต่รู้ความจริงในใจดีว่า
มันเป็นเพราะฉันวิ่งไม่เก่ง
ฉันไม่มีใจให้กับการวิ่งแข่ง
แล้วฉันก็ปิดฉากชีวิตนักวิ่งของตัวเองนับแต่นั้น
ฉันไม่เคยลงสมัครวิ่งในกีฬาสีครั้งไหน
ไม่เคยลงวิ่งมาราธอนสนามใด
เว้นเสียแต่ในสนามเด็กเล่น
ฉันกลับมาวิ่งอีกครั้งตอนเรียนมัธยมต้น
อาของฉันเป็นนักวิ่ง
เมื่อฉันเอ่ยปากกับพ่อแม่ว่าอยากไปวิ่ง
ทุกเย็น อาจึงมาหาที่บ้าน ตามชี้ชวนของพ่อแม่เพื่อพาไปฉันวิ่ง
อาพาฉันวิ่ง
วิ่ง
วิ่ง
วิ่งแบบจริงจัง
จนมือสมัครเล่นอย่างฉันเริ่มไม่สนุก
ประดุจกับต้องเรียนวิชาเลขสุดหินกันคุณครูที่ดุ
และชอบเรียกนักเรียนออกไปทำโจทย์หน้ากระดาน
มันเริ่มรู้สึกทรมาน
กับการหยิบรองเท้า ก้าวออกไปนอกบ้าน
เหมือนวิ่งไปตามหน้าที่
ไม่รู้ว่าวิ่งไปทำไม
ทำให้ฉันยิ่งรู้สึกลบกับการวิ่ง
จะมีวิ่งบ้างเป็นครั้งคราว ตามกระแสคำชวนของเพื่อน
ชั่วครั้งชั่วคราว
ฉันโปรดปรานการออกกำลังกายในสายอื่นมากกว่า
ฉันออกไปเต้นแอโรบิก
ขี่จักรยาน
เดินทางไกล
แม้พี่ที่ฉันรู้จักนับถือหลายคน ตลอดจนเพื่อนฝูง
จะสนใจและเอาจริงเอาจังในการวิ่ง
จนทำฉันแอบมีใจอยากรีเทิร์นกลับไปหาตามกระแส
แม้คนสนิทชิดเชื้อ
จะเริ่มปัดฝุ่นรองเท้าแล้วออกวิ่ง
แม้ในรักเจ็ดปีดีเจ็ดหน
จะสอนว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิต
แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่า
ถึงอย่างไรฉันก็จะไม่วิ่ง
จนเย็นวันหนึ่งขณะที่ฉันเข้าไปใช้บริการฟิตเนส
แล้วพบว่าอุปกรณ์อื่นถูกจับจองโดยนักออกกำลังไปหมด
เหลือเพียงแต่ลู่วิ่ง
ฉันลังเลใจอยู่นาน
กว่าจะก้าวข้ามผ่านความกลัวขึ้นไปยืนอยู่บนลู่วิ่ง
ภาพวันที่ฉันทนทรมานกับการวิ่ง
ก้าวเท้าไปโดยไร้ใจและปราศจากจุดหมาย
ยังฝังอยู่ในหัว
นาทีแรกถึงนาทีที่สาม
ฉันยังออกแรงด้วยการเดินก้าวยาว
จนมานาทีที่ห้า
ฉันหลับตาแล้วตัดสินใจออกวิ่ง
ก้าวต่อก้าว
นาทีต่อนาที
จนหลายชั่วโมง
หลายวัน
หลายสัปดาห์
ความกลัวได้สลายกลายเป็นความคุ้นเคย
ความคุ้นเคยได้ก่อตัวกลายเป็นความกล้า
ไม่น่าเชื่อว่า
ทุกวันนี้ฉันกลายเป็นคนที่เสพติดการวิ่ง
ในวันธรรมดา
ฉันรีบเลิกงานเพื่อที่จะไปวิ่ง
ในวันหยุด
ฉันรีบตื่นเช้าเพื่อที่จะไปวิ่ง
ฉันเคยกลัวการวิ่งใจจะขาด
เพราะการวิ่งคือสิ่งที่ฉันไม่ถนัด
เพราะการวิ่งทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น
เพราะการวิ่งทำให้ฉันเหนื่อยจนทนไม่ไหว
เพราะการวิ่งทำให้ฉันต้องกระหืดกระหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย
แทนที่จะได้หายใจอย่างสบาย
เพราะการวิ่งทำให้ฉันยอมแพ้ง่ายๆ ไม่คิดสู้แม้แต่ศักยภาพของตัวเอง
ฉันไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ฉันกลับมาสนุกกับการวิ่ง
ฉันอาจจะวิ่งเพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการหนีปัญหา
ฉันอาจจะวิ่งเพราะมันช่วยเยียวยาความเศร้าในจิตใจ
ฉันอาจจะวิ่งเพราะอยากสุขภาพดี หน้าตาสดใส
ฉันอาจจะอยากวิ่งเพราะอยากกลายเป็นคนใหม่ คนที่ฉันไม่เคยคิดจะเป็น
ฉันอาจจะวิ่งเพราะฉันรู้สึกเป็นอิสระ
ฉันอาจจะวิ่งเพราะฉันรู้สึกว่าฉันได้เอาชนะอะไรบางอย่าง
และจากเหตุผลข้อสุดท้าย
ฉันได้เรียนรู้แล้วว่า
การวิ่ง
ไม่ได้เป็นกีฬาที่จะเล่นเพื่อเอาชนะใคร
นอกจากเพื่อชนะใจตัวเอง
16.10.56
About time
ฉันชอบฉากที่พระเอกกับนางเอกอยู่ด้วยกัน
ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าแล้ว ถึงเวลาที่ต้องตื่น
พระเอกลุกขึ้นมา จะปลุกให้นางเอกตื่นไปดูแลลูกๆ
แต่แล้วก็ฉุกคิด
พร้อมตัดสินใจได้ว่า
ให้นางเอกนอนต่ออีกสักนิดดีกว่า
ตัวเองขอเสียสละไปเป็นคนที่ดูแลลูกเอง
เพราะอยากทำเพื่อคนที่ตนรัก อยากใช้วันเวลาให้มีค่าที่สุด
มันเป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่น่ารักดี
การเลือกที่จะทำหรือไม่ทำบางสิ่ง
มันห่างกันแค่นิดเดียว
แต่ผลของมันแตกต่างกันเยอะ
ถึงแม้เราอาจจะไม่รู้สึกถึงผลต่างนั้นก็ตาม
เพราะมันต้องมองด้วยสายตาของผู้ดูเหตุการณ์
ไม่ใช่เจ้าของเหตุการณ์
สิ่งที่ฉันติดใจในหนังเรื่องนี้
คือ ประเด็นที่ว่า
หากเราคิดได้ว่าตัวเราเองในอนาคต
จะเกลียดตัวเองที่ทำบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะทำในตอนนี้
จะอยากย้อนเวลากลับมาแก้ไขมันใหม่
ก็จงอย่าทำมันเสียตั้งแต่ตอนนี้
บางทีฉันรู้สึกตัวนะว่า
สิ่งที่ฉันกำลังจะทำ จะพูดต่อไปนี้
ถ้าฉันทำหรือพูดออกไปแล้ว ฉันต้องเสียใจทีหลังแน่ๆ
แต่ฉันก็ยังตัดสินใจทำ
ด้วยเหตุผลด้านอารมณ์ ที่ฟังดูแล้วออกจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย
การที่จะใช้ชีวิตเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย
ทำดีกับทุกคนเหมือนว่าเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกในวันพรุ่งนี้
ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะในแต่ละวันเราค้องพบเจอเรื่องราวทั้งสบอารมณ์
และไม่สบอารมณ์มากมาย
กว่าทุกอย่างในแต่ละวันจะตกตะกอนจนรู้แจ้งใจ
หัวก็ถึงหมอนเสียแล้ว
การคิดได้ ตระหนักรู้ได้
ใช่ว่าจะสามารถทำได้
และใช่ว่าจะไม่สายเกิน
9.10.56
ร้านหนังสือเล็กๆ
อยากทำทริปไปตระเวนเยี่ยมเยียนร้านหนังสือเล็กๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร้านหนังสือเดินทาง ของพี่โยและพี่หนุ่ม
หลังจากได้ยินได้เห็นเรื่องราวมานาน
ร้านหนังสือน่ารัก
สองฝั่งผนังแออัดไปด้วยหนังสือที่ยืนเข้าเเถวกันเป็นระเบียบ
มีโต๊ะตรงกลางร้านให้นั่ง
จิบกาแฟไปพลาง เลือกหนังสือไปพลาง
นักอ่านแวะเวียนมาไม่ขาดสาย
คุยกันกับเจ้าของร้านได้อย่างสนิทสนม
เวลาที่ซื้อหนังสือที่นี่ จะไม่แถมถุงพลาสติก
แต่คุณพี่เจ้าของร้านจะบรรจงห่อหนังสือด้วยกระดาษ
พร้อมประทับตราร้านให้อย่างดี
ทำให้แกะด้วยความระมัดระวัง
...
วันรุ่งขึ้นไปซื้อหนังสือที่ร้านแพร่พิทยา
ร้านหนังสือที่เคยมี่พื้นที่เยอะ หลากหลายสาขา
ปัจจุบันนี้ลดลงมาเหลือสาขาไม่มากนัก
เป็นร้านที่มีหนังสือเยอะจริงๆ
ทั้งวิชาการและสันทนาการ
เข้ามาตามหาหนังสือกี่ครั้งก็ไม่ผิดหวัง
แถมคุณป้าพนักงานขายยังน่ารัก
บริการด้วยความเอาใจใส่ ยิ้มแย้มแจ่มใส
ถามหาหนังสืออะไรก็ตอบได้ หาให้เร็วไว
ช่วยแนะนำหนังสือ จนใจอ่อนซื้อตามไปหลายเล่ม
เหมือนเวลาซื้อของตามร้านโชห่วยแถวบ้าน
ประทับใจ :)
4.10.56
มือสอง ลองขาย
วันนี้ที่ออฟฟิศมีงานขายของมือส
ฉันอยากลองขายมานานแล้วเลยไปสมัครขายดู
เห็นว่าครั้งที่แล้วงานคึกคักพอสมควร
น่าจะพอขายอะไรเล็กๆน้อยๆได้บ้าง
เริ่มขายประมาณห้าโมง
มีพี่ๆน้องๆที่ออฟฟิศลงไปช่วยให้กำลังใจกันอย่างคับคั่ง
ของชิ้นแรกที่ขายได้คือหนังสือท่องเที่ยว
ต่อมาก็เป็นเสื้อผ้า กระเป๋าที่เหมาไปเกือบหมดแผง
ชอบเวลาที่มีคนต่อเก่งๆมาซื้อ แม้จะต้องขายขาดทุนยับเยินกว่าเ
แต่มันทำให้บรรยากาศการขายมีชีวิตชีวา เวลาเจรจาต่อรองกันสองฝ่าย
( การซื้อของโดยไปกันหลายๆคน แล้วช่วยกันรุมต่อราคา
ขอบอกว่า ทำให้แม่ค้าหวั่นไหวมาก )
ของที่ฉันคิดว่าจะไม่มีคนซื้อ กลายเป็นของที่ขายดี แล้วก็ขายได้ง่ายๆ
ส่วนของดีๆ ขายราคาพิเศษแบบหาไม่ได้ในโลกหล้า กลับไม่มีคนซื้อ
( มันทำให้ฉันเกิดความสงสัย เหมือนกรณีที่เห็นว่า
เพื่อนคนนี้ดีจัง น่ารักจัง ทำไมไม่มีแฟน ทำไมไม่มีใครตาถึง )ขายอยู่ประมาณสองชั่วโมง
คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
คงเพราะเป็นวันศุกร์แถมบรรยากาศอึมครึมฝนจะตกด้วย
ไม่ได้ได้กำรี้กำไรอะไร แถมยังต้องหอบของกลับบ้านไปอีก
แต่ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ สนุกสนานมากมายบทเรียนวันนี้สอนให้รู้ว่า
ของที่แพงที่สุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา
แต่ของที่แพงที่สุด
คือ ของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
