16.12.56

โกรธ


จริงๆแล้วฉันเป็นคนโกรธง่าย
พอเจออะไรมากระทบ
มันจะขึ้นมาวูบนึง
ถ้าพอรู้สึกตัวได้
ก็พยายามจะทำให้มันหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงขั้นแสดงออก
คนอื่นๆที่ไม่รู้ เลยคิดว่าฉันเป็นคนโกรธใครไม่เป็น


ดูรายการที่นี่หมอชิต
ตอนที่สัมภาษณ์หมอโอ๊ค กับ โอปอล์
ชอบตอนที่โอปอล์เล่าถึงเวลาที่โอปอล์กำลังโกรธหรือกำลังจะเหวี่ยง
เขาจะเข้ามาจับมือโอปอล์
แล้วถามว่า

" พี่โอ๊คทำผิดขนาดนั้นเลยเหรอครับ "

ประโยคนี้เหมือนเป็นยันต์กันโกรธ
พอโอปอล์ได้ยิน
ก็จะเย็นลง


ฉันว่ามุกของหมอโอ๊คใช้ได้
มันสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้เลยนะ
ยอมรับว่าบางทีผู้หญิงก็อีโมชั่นนอลไปหน่อย
อารมณ์มาเต็ม  อย่าได้ขวาง
ทว่ามาเจอคำพูดอะไรแบบนี้
สำหรับฉันแล้ว
มันช่วยทำให้หยุดคิด
จุดเดือดต่ำลง
ถึงขั้นสติมา ปัญญาเกิดเลยล่ะ 


ฉันคิดว่าดีเหมือนกัน
หากจะเอาประโยคนี้ไปใช้กับตัวเองบ่อยๆบ้าง
เวลาที่จะโกรธใคร
ให้ถามตัวเองสักหน่อย
ว่าอีกฝ่าย
ทำความผิดมากมายถึงขั้นต้องโกรธขึ้งขุ่นเคืองมีเรื่องมีราวมโหฬารเลยหรือ
โกรธกันไปทำไม
โกรธกันแล้วมันไม่น่าสนุกสักนิด
ถ้าเรื่องไหนพอให้อภัยกันได้ ก็ให้อภัยกันไป
เอาเวลาชีวิตและพลังงานไปทำอย่างอื่นดีกว่า


ว่าไหม

8.12.56

คุณลุงขายมันเผา



เคยเดินสวนกับคุณลุงขายมันเผาคนหนึ่ง
บนรถเข็นของคุณลุงเต็มไปด้วยมันกองใหญ่
บางส่วนเผาแล้ว บางส่วนยังไม่ได้เผา

ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำ
คุณลุงค่อยๆเข็นรถบนทางเท้าขรุขระด้วยกำลังกายที่มี
หน้าตาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยและความเหนื่อยล้า
คาดว่าคงกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน
หลังจากที่ทำงานเหนื่อยยากมาทั้งวัน

ต่างกับฉันที่ออกจากบ้าน
มุ่งหน้าเข้าหาศูนย์การค้าใหญ่

ฉันเหลียวมองคุณลุงขายมันเผาจนคุณลุงเดินลับตา
เกิดคำถามหลายคำถามในใจ
คุณลุงจะทำยังไงกับมันเผาทียังขายไม่ได้
คุณลุงได้กำไรไหม
วันนี้คุณลุงจะมีเงินซื้อข้าวกินไหม
ที่บ้านลุงเป็นยังไง
ฯลฯ

จังหวะนั้น
ความรู้สึกผิดก็ก่อขึ้นในใจ

แม้ฉันจะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรมากนัก
แต่ก็จัดว่าสามารถดำรงชีวิตอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างไม่ลำบาก
ไม่ต้องคิดกังวลว่าพรุ่งนี้เช้าจะหาเงินมาได้ยังไง
บางครั้งถือว่ากินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยเกินไปด้วยซ้ำ
ในขณะที่คนบางคนหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก
เงินที่เขาหาได้ด้วยหยาดเหงื่อตลอดทั้งวัน
เท่ากับราคากาแฟของฉันแก้วเดียว

เวลาที่เห็นภาพชีวิตแบบนี้
ฉันมักจะรู้สึกผิดเสมอ
เหมือนว่าฉันใช้ชีวิตไร้สาระ

ฉันรู้สึกว่าบางครั้งตัวเองก็เป็นคนโชคดีเกินไป
ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายเกินไป
จนไม่ค่อยได้นึกถึงคนอื่นๆ

ถ้าคิดแบบเข้าข้างตัวเอง
คุณลุงอาจจะมีความสุข
คุณลุงอาจจะพอใจและยอมรับในสิ่งที่เป็น
เหมือนกับเวลาที่ฉันเห็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน
ใช้ชีวิตอย่างเพลินเพลิน
แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะอยากมีอยากเป็นเหมือนเขา

มีคนเคยบอกฉันว่า
สิ่งที่ฉันเป็นอยู่ มันไม่ใช่ความผิด
ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้มันไม่มีวันหมดไป
ฉันอาจจะทำอะไรเพื่อช่วยคนคนหนึ่งได้
แต่ยังมีคนอีกเป็นพันเป็นล้าน
ที่มีปัญหานี้เหมือนกัน
เราไม่สามารถช่วยทำให้ทุกคนมีฐานะ
มีคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมกันได้หมดทุกคน

นั่นมันทำให้ฉันรู้สึกแย่ยิ่งกว่า
เพราะบางครั้งฉันอยู่เฉยๆ

เวลาเห็นคนที่ลำบากกว่า
แล้วแต่ฉันไม่ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลืออะไร
มันเหมือนฉันเป็นคนประเภทเก่งแค่แสดงความรู้สึก
ปากบอกว่าเห็นใจ
ทว่าไม่ได้ลงมือทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

อย่างในวันนั้น
ฉันสามารถเรียกคุณลุงเพื่อขอซื้อมันกองใหญ่ได้

แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ


ฉันเกลียดตัวเองตรงนี้แหละ

5.12.56

เรียงความเรื่องพ่อ


เมื่อสมัยอยู่ประถมสี่ เคยเป็นตัวแทนไปแข่งเขียนเรียงความจากภาพ
กติกาก็คือ
จะต้องเขียนเรียงความยาวหนึ่งหน้ากระดาษฟุลสแก๊ป
ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
โดยเรื่องที่เขียนจะต้องเกี่ยวกับภาพที่กรรมการกำหนดมาให้
ซึ่งผู้แข่งขันทุกคนจะได้เห็นภาพนั้นพร้อมกันในเวลาแข่ง

จำได้ว่านาทีที่กรรมการแปะภาพที่ใช้ในการแข่งขันลงบนกระดานดำ
คิดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง
ไม่รู้ว่าจะเขียนหรือเรียงลำดับเรื่องราวอย่างไรดี
เป็นเด็กที่ไม่ได้มีความรู้กว้างขวาง ความจำล้ำเลิศ
หรือจินตนาการกว้างไกลอะไรนักหนา
เลยเขียนไปตามความรู้สึกและตามความทรงจำที่ได้เคยพบผ่านมา


ออกไปจากห้องแข่ง
คุณครูถามว่า ภาพที่เขาให้เขียน เป็นภาพเกี่ยวกับอะไร
แล้วเขียนเรื่องอะไรไปบ้าง

จำไม่ได้แล้วล่ะว่า เขียนอะไรไปในวันนั้น
แต่จำได้ติดตาว่า ภาพที่ใช้ในการแข่งขันนั้น
เป็นภาพนี้





4.12.56

เหตุผล



เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบเธอ
เพราะ
เขาชอบเธอ




1.12.56

มิรัยจัง


เมื่อปีที่แล้วไปงานนิทรรศการภาพมิรัยจังมา
อยากได้หนังสือภาพมาก แต่ว่าของหมด
จะซื้อที่ไหนก็ไม่มีขาย นอกจากในงาน


ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว
ยังคิดอยากได้หนังสือภาพเล่มนี้มาตลอด
จนเมื่อวาน
เดินไปร้านหนังสือโปรด
อยู่ๆก็อยากไปเดินโซนหนังสือภาษาญี่ปุ่น
ที่ปกติไม่ค่อยได้ข้ามไปดู

เดินเข้าไปเจอน้องหนูแก้มแดงคนหนึ่งยืนร้องไห้
เดาอาการแล้วคงพลัดหลงกับแม่
เธอเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก 
ตาแป๋ว ตัดผมหน้าม้าตรง 
แถมมีน้ำมูกย้อย
ทำให้ฉันนึกถึงมิรัยจัง

เหล่าพนักงานต่างเข้ามาถามไถ่ จะช่วยประกาศหาผู้ปกครอง
แต่ติดขัดที่ความแตกต่างทางภาษา
เพราะหนูน้อยสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้
จึงสอบถามข้อมูลลำบากนิดหน่อย

และแล้วก็มีคุณน้าชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
เดินเข้ามาจับมือเด็กน้อย 
แล้วคุยด้วยภาษาเดียวกัน
จนเด็กน้อยหยุดร้อง

แล้วคุณน้าคนนั้นก็ช่วยตามหาคุณแม่ให้จนเจอ
มีการขอบคุณกันยกใหญ่
ใครที่อยู่บริเวณนั้นพากันดีใจตามไปด้วย 


พอเหตุการณ์เด็กหญิงแก้มแดงตามหาคุณแม่จบลง
สายตาเราก็ไปสบกับหนูน้อยแก้มแดงอีกคนหนึ่ง
บนชั้นวางหนังสือ
นั่นคือน้องมิรัยจังตัวจริง
ที่ฉันถวิลหามาแรมปี
เลยได้พาน้องมิรัยจังกลับบ้านมาด้วย
แถมได้เจอน้องมิรัยจังถึงสองคน


ถ้าอะไรที่เป็นของของเราจริงๆ
ยังไงมันก็ต้องเป็นของเราอยู่วันยังค่ำ

นะ

ตัดจบเลยแล้วกัน

ดีใจ  :)