7.6.57

Why Seoul Serious ?





ไม่รู้ว่าประเทศเกาหลีเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ 
หันซ้ายหันขวาไปก็ต้องพบเจออะไรๆที่เป็นเกาหลีอยู่ใกล้ตัว

แม้ฉันจะไม่ได้มีบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ป
เป็นแรงบันดาลใจจุดประกายให้อยากสื่อสารกับบุคคลหรือเรียนรู้เรื่องราวของดินแดนดังกล่าว
แต่ฉันมีความสนใจในประเทศนี้อยู่ไม่น้อย

ฉันเป็นคนหนึ่งที่น้ำตาไหลพรากให้กับเรื่องราวดราม่าของพี่ชายและอึนโซในรักนี้ชั่วนิรันดร์
อดตาหลับขับตานอนเพราะซีรีส์เกาหลีมานับคืนไม่ถ้วน
ฟังเพลงเกาหลีสร้างความคึกคักยามออกกำลังกาย
ชอบกินกิมจิ
แก้มแดงด้วยเครื่องสำอางเกาหลี
เคยเป็นเจ้าของโทรศัพท์ซัมซุง
บนโต๊ะทำงานมีอุปกรณ์เครื่องเขียน Made In Korea 
ทำมือเป็นรูปหัวใจเวลาถ่ายรูป
ลงเรียนวิชาภาษาเกาหลีเป็นวิชาเลือกตอนปี 4 
แม้คนไทยนับหมื่นต่างเฮโลกันไปเที่ยวเกาหลี 
แต่ฉันยังไม่เคยไป  
บางคนบอกว่าไม่มีอะไรดี จะเที่ยวทั้งที สู้เก็บเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นดีกว่า



หลังจากที่เก็บความฝันว่าอยากไปเกาหลีมาเป็นเวลาแรมปี
ฉันตั้งปณิธานแน่วแน่แล้วว่า ปีนี้ จะไปเกาหลีให้ได้

เมื่อกางปฏิทินดู รู้ว่ามีช่วงวันหยุดให้เลือกหลากหลาย  
แต่ฉันคือข้อแม้ในใจ  คือ จะไม่ไปในช่วงหน้าหนาว 
เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย
เลยไปในช่วงที่อากาศไม่เย็นจัดและงานไม่เร่งรัด 
นั่นคือช่วงเดือนพฤษภาคม 

เมื่อได้เวลาไปแล้ว  ต่อไปคือเพื่อนเดินทาง
หลังจากที่ถามไถ่หลายราย
คนที่ว่าจะไปด้วยกันก็ไปมาเสียก่อนแล้ว 
บางรายก็ไม่ว่าง
บางรายไม่อยากไป
บางรายไม่มีงบ
เลยมาจบด้วยการไปคนเดียว

ด้วยระยะเวลาที่จำกัด  อีกทั้งความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง
ฉันตัดสินใจที่จะกับทัวร์ ที่จัดการทุกอย่างมาให้เรีียบร้อย
สำหรับฉันแล้ว การเที่ยวกับทัวร์ก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก 
จริงอยู่ที่เราไม่สามารถจะไปไหนต่อไหน ใช้เวลาที่เราต้องการได้
แต่มันก็มีประสบการณ์ที่หากไปเที่ยวเองก็ไม่ได้เช่นกัน
เราได้ร่วมเดินทางกับเพื่อนเดินทางต่างที่มา
ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ได้
และสามารถสนุกสนานเฮฮาไม่เเพ้เดินทางคนเดียวเช่นกัน

เมื่อทุกอย่างลงตัว 
ทั้งเวลา ตั๋ว ที่พัก สัมภาระ 
ก็ได้เวลาออกเดินทาง 



2/5/2014


ทริปนี้มีสมาชิกทั้งหมด 37 คน มีหัวหน้าไกด์ไทย 1 คน ออกเดินทางไปกับเราด้วย
เครื่องออกจากไทยเวลา 0.10 น. ทัวร์คนไทยไปกันเต็มลำ ฉันนั่งเกือบหลังสุด 
แม้จะอยากนอนมาก แต่ระหว่างทางบินเจอสภาพอากาศไม่ค่อยดี  เลยหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่  

กำลังง่วงงๆงงๆก็มาถึงสนามบินอินชอน สนามบินที่ได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกมาหลายปีซ้อน  
ตอนประมาณ 7.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลี ซึ่งเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง

เกาหลีต้อนรับฉันด้วยหมอกจาง และอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส   

ตื่นตากับภาษาเกาหลีตามป้ายและสำเนียงคนเกาหลีออริจินัล ซาวนด์แทร็กแบบไม่มีซับ 
ตื่นเต้นที่ได้มาอ่านภาษาเกาหลี พูดภาษาเกาหลีในเกาหลีจริงๆ   

หลังจากจัดการเรื่องเข้าเมืองและกระเป๋าเรียบร้อย  

เราออกไปขึ้นรถโค้ช โดยมีไกด์ไทยที่เกาหลี และไกด์หนุ่มชาวเกาหลีคอยดูแลเราตลอดทริปนี้  
นอกจากนี้ยังมีคุณลุงคนขับรถ ที่จะพาเราไปเที่ยวที่ต่างๆตามโปรแกรม  
(สัมภาษณ์ได้ความว่าคุณลุง อายุ 73 แล้ว แต่ดูยังเฟี้ยว แข็งแรงอยู่เลย)



สบตาเกาหลีครั้งแรกก็ประทับใจนะ ดูบ้านเมืองสะอาดสะอ้าน  เป็นระเบียบดี 
มีต้นไม้เขียวขจีให้เห็นเรื่อยๆ รถราไม่ติดหนึบ 
คงเป็นเพราะมีระบบขนส่งมวลชนที่ทั่วถึง  



จุดหมายแรกของเราในวันนี้ยังอยู่ในเกาะอินชอน เป็นเกาะเล็กๆชื่อ เกาะวอลมิโด 
ตั้งชื่อตามลักษณะรูปร่างที่มีขนาดยาวและเรียวลักษณะคล้ายคลึงกับส่วนปลายของพระจันทร์ครึ่งดวง 
ระหว่างทางผ่านพื้นที่ที่กำลังสร้างใหม่ ด้วยการเอาขยะมาถมทะเลเป็นพื้นที่เพิ่มเติม
เกาหลีคงคล้ายกับสิงคโปร์ที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น 
บ้านเรือนเลยเป็นอพาร์ทเมนท์ คอนโดมิเนียมเสียมาก 
ไม่ค่อยพบเห็นบ้านเป็นหลังมีพื้นที่แบบบ้านเรา  เพื่อให้พื้นที่เพียงพอกับคนที่จะอยู่อาศัย 
ที่นี่มีการแยกประเภทอย่างจริงจังเพื่อเอาไปรีไซเคิล 
แม้ถังขยะจะมีน้อย แต่ไม่ค่อยมีขยะทิ้งให้เห็นเกลื่อนกลาด

แล้วเราก็มาถึงไชน่าทาวน์เกาหลี เป็นชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี  
เข้าชมพิพิธภัณฑ์จาจังมยอน เป็นบะหมี่แห้งคลุกด้วยซอสหวานทำจากเต้าเจี้ยว
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาหาร ซึ่งได้รับความนิยม 
ถึงขนาดที่มีวันจาจังมยอน ให้เหล่าคนอักหักรักคุดมารวมตัวกันกินบะหมี่ดำประชดความเศร้า  
ระหว่างทางได้เดินชมบ้านเรือนชาวจีนที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมเกาหลี  



ขึ้นไปสวนสาธารณะชายูพาร์คหรือสวนสาธารณะแห่งเสรีภาพ
ซึ่งมีอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน นายพล แม็คอาเธอร์ 
ที่ยกพลขึ้นบกมาช่วยเกาหลีใต้ในการต่อสู้กับเกาหลีเหนือเมื่ออดีต  



ช่วงนี้ดอกไม้หลากสีสันกำลังบานน่าชม มีคุณลุงคุณป้ามาออกกำลังกายกัน



ไปเยี่ยมบางปูที่เกาหลี  
นี่คือสถานตากอากาศซองโดที่ทอดยาวลงไปในทะลทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
เป็นสถานที่ริมหาดให้ชาวเกาหลีมาพักผ่อนวันหยุด 
จะมาดูนกนางนวลโฉบเฉี่ยว กลับพบแต่นกพิราบ



เรานั่งรถต่อไปยังเมืองชุนชอน จังหวัดคังวันโด เพื่อเดินทางสู่เกาะนามิ 
เกาะมีรูปร่างเหมือนใบไม้ลอยอยู่บนผิวน้ำ เกาะนี้โด่งดังมาจากซีรีส์ WINTER LOVE SONG  
เหล่าสาวๆต่างหมายมาดจะถ่ายรูปคู่กับพี่แบยองจุน



ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกเฉยๆกับที่นี่ 
แต่พอได้มาอยูในสถานที่จริง  
ชอบมาก เคลิ้มไปเหมือนกัน 
ต้นไม้เรียงเป็นแถวเป็นแนวถ่ายรูปออกมาดูสวยงาม 
บรรยากาศช่างโรแมนติกสมคำร่ำลือ
ยิ่งมีคู่รักชาวเกาหลีที่ชอบใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน เดินคู่กัน ปั่นจักรยานด้วยกัน
ยิ่งเสริมความโรแมนติกของเกาะให้มากขึ้นอีกทวีคูณ



เดินเล่นอย่างโดดเดี่ยวริมน้ำอยู่ครึ่งชั่วโมง ฝนเริ่มตั้งเค้าเลยต้องถอยทัพกลับ 
โปรแกรมที่จะไปวัดวาวูจองซาเลยต้องเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้ 
กินข้าวเย็นแล้วกลับที่พักแทน ไปถึงห้องก็ไม่ได้ออกไปไหนต่อเพราะดึกแล้ว 
เก็บข้าวเก็บของเก็บแรงไว้พรุ่งนี้ดีกว่า 
เลยเปิดโทรทัศน์ดูซีรีส์เกาหลีในเกาหลี
มันฟินจริงๆ 
(ในช่วงอากาศเย็นโรงแรมจะไม่เปิดแอร์ หากต้องการอากาศเย็นสามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้ )








3/5/2014

เช้าวันนี้ไปวัดวาวูจองซา เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่กลางภูเขา 
มีเศียรพระพุทธรูปไม้สลักสีทองอร่ามเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัด 
หากเดินไต่ระดับเนินเขาขึ้นไป จะพบไฮไลท์แตกต่างกันในแต่ละจุด 
ทัวร์ให้เวลานิดเดียว ฉันเลยวิ่งเก็บภาพสุดชีวิตให้ครบทุกจุด  
สนุกดี  อากาศเย็นสบาย  ธรรมชาติที่ล้อมรอบวัดสวยงามมาก





เที่ยวต่อที่หมู่บ้านวัฒนธรรมจำลอง  The Korean Folk Village  
ในนั้นเป็นบ้านเรือนที่สร้างเลียนแบบจากปลายรัชสมัยของราชวงค์โชซอน
มีบ้านจำลองมากมายนับร้อยหลัง  มีนาข้าว สวนผัก  
แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกาหลีในสมัยโบราณ
เป็นสถานที่ถ่ายซีรีส์เกาหลีหลายเรื่อง 
คล้ายกับโรงงถ่ายสมเด็จพระนเรศวรบ้านเรา 





แปลงร่างเป็นเด็กน้อย เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เอเวอร์แลนด์ 
วนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุด
เป็นดิสนีย์แลนด์แห่งแดนเกาหลี  ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา 
ครอบครัวชาวเกาหลีมาเที่ยวกันเต็มไปหมด
เครื่องเล่นแต่ละอย่างมีคนรอคิวยาวมาก 
ฉันเลยไม่ได้เล่นสักอย่าง  เดินรอบสวนสนุกเก็บบรรยากาศ 
ที่นี่มี T-Express รถไฟเหาะรางไม้เป็นไฮไลท์
แค่เห็น ฉันก็ขอลา



ตกค่ำไปช้อปปิ้งย่านทงแดมุน 
แหล่งจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับ ทั้งปลีกและส่ง เปิดโต้รุ่ง เสมือนแพลทตินั่ม 
ฝั่งตรงข้ามเป็นทงแดมุนดีไซน์พลาซ่า โครงการศูนย์รวมการดีไซน์ของประเทศที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่นาน
เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปดู
ฉันชื่นชอบการดีไซน์หลายอย่างของเกาหลี 
ดูเรียบปนเท่ กุ๊กกิ๊กแต่ไม่หวานเกิน




4/5/2014

หลังจากปล่อยให้หมู่คณะแวะช้อปปิ้งศูนย์โสมและเครื่องสำอางกันแล้ว
แวะไปสร้างภาพกันที่พิพิธภัณฑ์ภาพสามมิติ  ภาพที่นี่จะเปลี่ยนทุกสามเดือน
คนที่เคยไปแล้ว ไม่ตองกลัวว่าจะซ้ำ
ข้างๆเป็นไอซ์ แกลลอรี่  
ให้คนเข้าไปพิสูจน์อุณหภูมิลบสามองศา ทำเอาหนาวสั่น

แวะไปชมการเเสดง The Wedding ละครเพลงเกี่ยวกับงานแต่งงานที่สนุกสนาน
นักแสดงทุกคนทั้งร้อง เต้น เล่นดนตรีเก่งมาก
เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการแสดงบนเวทีของเกาหลี 







หลังจากไปเป็นเด็กที่เอเวอร์แลนด์มาแล้ว
ขอแปลงเป้นวัยรุ่นด้วยการไปเดินสยามแห่งเกาหลี
นั่นคือ ถนนเมียงดง ถนนสายแฟชั่น
หนุ่มสาวแต่งตัวชิคๆคูลๆเดินกันทั่ว
นอกจากจะมีเสื้อผ้า เครื่องสำอางให้ช็อปอย่างจุใจแล้ว
ยังมี street food น่าลิ้มลองหลายร้าน
ฉันลองกินมันฝรั่งทอดกับปลาหมึกย่าง
อุ่นอร่อยแก้หนาวได้ดีเลย





แวะไปเดินเล่นคลองชองเกชอนด้วย
ใครจะไปเชื่อว่าเมื่อก่อนคลองนี้เป็นคลองที่มีน้ำเน่าเสีย เพราะมีชุมชนตั้งอยู่หนาแน่น
แต่เพราะการปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมใหม่ ทำให้คลองน้ำเน่ากลายเป็นคลองน้ำดี
ปัจจุบันจึงกลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวโซล
เดินไปก็นึกอิจฉา  เมื่อไหร่บ้านเราจะมีการพัฒนาอย่างนี้บ้าง





5/5/2014

มาถึงจุดสำคัญอีกหนึ่งจุดของทริป   นั่นคือ  Seoul Tower ที่แฟนซีรีส์เกาหลีต้องรู้จัก
ตั้งอยู่บนเนินเขานัมซาน รอบๆเป็นสวนสาธารณะ 
มีชาวโซลมาออกกำลังกายและปั่นจักรยานกันเป็นแก๊ง
แต่เดิมสร้างเป็นหอส่งสัญญาณโทรทัศน์
กิจกรรมสำคัญที่คนมีรักมักจะขึ้นมาทำที่นี่ คือ การคล้องกุญแจคู่รัก 
โดยความเชื่อว่าหากคู่รักมาคล้องแม่กุญแจรวมกันและโยนลูกกุญแจทิ้งไป 
ทั้งสองจะมีความรักอยู่คู่กันนิรันดร เหมือนแม่กุญแจที่ไม่มีวันหลุดจากกัน

เรื่องแบบนี้  ไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรมคล้องกุญแจสักหน่อย
แต่ถ้าใครไป จะลองมองหาชื่อฉันก็ได้นะ

เราแวะไปละลายเงินวอนก่อนกลับไทย
ของฝากที่นี่หนีไม่พ้นสาหร่าย   ขนมกรุบกริบอย่างเปเปอโร่
ตะเกียบ ช้อน ชามข้าวที่เป็นเอกลักษณ์


มาเที่ยวคนเดียวแบบนี้ก็ไม่เหงานะ
หลายคนอาจจะมองว่าการไปเที่ยวคนเดียวไม่แปลก
แต่มากับทัวร์คนเดียวนี่แปลก
ทุกคนในทริปก็เป็นมิตรและมีน้ำใจกับฉันดี
หลังจากที่รู้ว่าฉันมาคนเดียว
ก็อาสามาช่วยถ่ายรูปให้กันใหญ่
ซึ้งเลย

พี่ไกด์มีเล่าถึงนักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์แต่ไม่กลับกับทัวร์ แอบอยู่ทำงานที่เกาหลีต่อ
เลยกลายเป็นมุกเล่นกันว่า ฉันที่มาตัวคนเดียวแบบนี้ ต้องมีวัตถุประสงค์แอบแฝงแน่ๆ


โหมดอาหาร

ไปต่างเมืองจะต้องลองเมนูท้องถิ่น
กินให้เยอะและหลากหลายเท่าที่จะทำได้
กลับมาจากเที่ยวทีไร กางเกงคับทุกที

อุปกรณ์บนโต๊ะจะมีช้อนยาวกับตะเกียบ
ถ้ากินปิ้งย่างจะมีไม้คีบเนื้อมาให้ 
ไม่นิยมใช้ตะเกียบส่วนตัวคีบย่างแบบหมูกระทะบ้านเรา
เพื่อสุขอนามัยที่ดี

ผักผลไม้ที่นี่อร่อยและผลใหญ่มาก
ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพเขาจะไว้บริโภคในประเทศ
เหลือค่อยส่งออก
คนเกาหลีเลยมีอาหารดี อุดมสมบูรณ์

ร้านกาแฟที่เกาหลีมีเยอะมาก แต่ละร้านก็ตกแต่งอย่างน่ารัก
เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ไปตามดงร้านกาแฟ
คนที่นี่เขากินกาแฟร้อนกัน คงเพราะอากาศหนาว
แถมบางร้านไม่มีเมนูเครื่องดื่มเย็นด้วย 



ทักคาลบี้ ข้าวผัดกระทะร้อน
กินตอนหนาวๆดีนัก




พุลโกกิ เนื้อหรือหมูเป็นชิ้นบางๆ แล้วหมักกับเครื่องปรุงต่างๆก่อนนำไปย่าง
อันนี้เหมือนหมูกระทะบ้านเรา




สุกี้เกาหลี  




ปลาหมึกกับหมูผัดพริกแดง ใส่ต้นหอมหรือหอมใหญ่ 
มีรสเค็ม ออกหวานนิดหน่อยและเผ็ดนิดๆ 
คล้ายๆปลาหมึกหรือหมูผัดพริกแกงของบ้านเรา 
เสริฟด้วยข้าวสวยร้อนๆ พร้อมเครื่องเคียงบนโต๊ะ คือ กิมจิ,ซุปสาหร่าย,ถัวงอกหัวโต



แกงกิมจิ แกงส้มเกาหลี 
รสชาติไม่จัดจ้านเท่า




ไก่ตุ๋นหรือพะโล้ มีเส้นก๋วยเตี๋ยวนุ่มละมุ่นราดด้วยน้าซอสพะโล้
พร้อมใส่ส่วนผสมเนื้อไก่ หัวหอม 
อร่อยมากกกกก



มีคนแนะนำไอติมรสเมลอน แต่ฉันชอบรสกล้วยมากกว่า
บ้านเรามีขายนะ ราคาพอๆกันด้วย



นมรสกล้วยในตำนาน




สำหรับฉันแล้วเกาหลีไม่ได้มีแค่นักร้องดาราหรือการทำศัลยกรรมที่ขึ้นช่ือลือชา 
แต่เกาหลีเป็นประเทศที่โดดเด่นทั้งทางธรรมชาติ วัฒนธรรม 
เทคโนโลยี (เขาจะมี8G กันแล้วนะ ) และอุตสาหกรรม 

ถ้าถามว่าทำไมต้องไปเกาหลี 
ฉันชอบที่บ้านเมืองร่มรื่นสวยงามปลอดภัย 
งานศิลปะมีให้ชมมากมาย 
ผู้คนแต่งกายดี มีระเบียบแต่ไม่ได้ทุกกระเบียดนิ้วอย่างญี่ปุ่น 
(แถมห้องน้ำในหลายๆที่สะอาดอย่างไม่น่าเชื่อ) 
รัฐใส่ใจในการรักษาสิ่งแวดล้อม 
อาหารก็อุดมสมบูรณ์ 
ที่สำคัญหนุ่มตี๋ใส่แว่นเดินเกลื่อนเต็มเมือง 

แล้วจะกลับไปอีก


1 ความคิดเห็น: