ปีนี้ป็นปีที่ 15 แล้วที่ฉันจากบ้านมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ
เวลาผ่านไปเร็วอย่างคิดไม่ถึง
มันพิเศษตรงที่ฉันอยู่กรุงเทพฯและต่างจังหวัดเป็นครึ่งชีวิตเท่ากันพอดี
ฉันเติบโตมาที่บ้านต่างจังหวัด 15 ปี
ก่อนที่จะเข้ามาศึกษาต่อและทำงานที่กรุงเทพฯอีก 15 ปี
ถ้าถามว่าฉันเป็นคนที่ไหนมากกว่ากัน
ตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า
ฉันไม่ใช่คนกรุงเทพฯ
ถึงแม้จะถูกกระแสสังคมพัดพาไปบางส่วน
แต่หลายสิ่งหลายอย่างในตัวฉัน
มันหล่อหลอมมาจากการเป็นเด็กต่างจังหวัด
เป็นสิ่งที่ไม่อาจสูญสลายไปเพราะกาลเวลาหรือสิ่งเเวดล้อมใหม่ๆ
ฉันยังจำวันแรกที่เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯได้
มันเหงาและเศร้ามาก
การจากบ้านมาอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก
ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อนใหม่ การใช้ชีวิตแบบใหม่
ทำให้ฉันร้องไห้คิดถึงบ้านทุกวันอย่างไม่อายสายตาใคร
ต้องให้เพื่อนในกลุ่มคอยปลอบอยู่บ่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเย็นวันอาทิตย์
ที่ฉันเพิ่งกลับจากบ้าน
แม้วันนี้ฉันไม่ร้องไห้คิดถึงบ้านเหมือนวันเก่าๆอีกแล้ว
เริ่มเคยชินกับการอยู่ในเมืองที่ทั้งวุ่นวายและเปลี่ยวเหงา
แต่ฉันยังแก้อาการโหวงในใจ
เวลาต้องขึ้นรถจากต่างจังหวัดกลับมายังมหานคร
ยิ่งเวลาที่ฉันเหนื่อย ท้อ หรือสุขสุดแสน
ฉันมักจะยิ่งคิดถึงบ้าน
ทุกครั้งที่ฉันกลับบ้าน ในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดยาว
ฉันมักจะนั่งมองพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ที่เริ่มแก่ชราลง
ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
ไม่เว้นมนุษย์ทุกผู้
การที่ฉันอยู่ห่างบ้านอย่างนี้
ทำให้ฉันมีเวลาอยู่กับพวกเขาน้อยยิ่งขึ้น
ถึงแม้ว่าเราจะโทรศัพท์คุยกันทุกวัน
แต่ฉันยังรู้สึกถึงความขาดตกบกพร่อง
เวลาที่มีปัญหา ฉันก็ไม่ได้อยู่ร่วมแก้ไข
เวลาที่พวกเขาเหนื่อยกาย ฉันก็ไม่ได้อยู่คอยบรรเทาความเหนื่อยล้า
ฉันนึกเสียดายช่วงเวลาที่ผ่านไปเหล่านั้น
ฉันคิดว่าฉันโตพอที่จะทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้แล้ว
ฉันควรจะเป็นหลักพึ่งพาบ้าง หลังจากที่ได้พึ่งพามาตลอดชีวิต
ฉันควรจะเป็นคนที่คอยดูแล ช่วยเหลือพ่อแม่
ให้ทั้งสองได้พักผ่อนตามสบายหลังจากตรากตรำกันมามาก
ฉันควรจะเป็นหลักพึ่งพาบ้าง หลังจากที่ได้พึ่งพามาตลอดชีวิต
ฉันควรจะเป็นคนที่คอยดูแล ช่วยเหลือพ่อแม่
ให้ทั้งสองได้พักผ่อนตามสบายหลังจากตรากตรำกันมามาก
บางทีฉันนึกอิจฉาครอบครัวที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
อย่างที่พวกเขาอิจฉาที่ฉันได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไปไหนมาไหนไม่ต้องบอกใคร
ตามประสาคนไกลบ้าน
ฉันอยากบอกว่าว่าการได้อยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวมันพิเศษสุดแล้ว
เราอาจมีทะเลาะ มีเวลาเสียงดังตึงตัง ไม่ถูกใจกันบ้าง
แต่มันทำให้เรารู้ว่า ยังไงเราก็ยังอยู่ด้วยกัน ไม่มีวันทิ้งกันไปไหน
หลายคนรอบตัวฉันเริ่มย้ายกลับไปทำงานที่ภูมิลำเนา
หลายครั้งที่ฉันถูกถามว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิดไหม
ฉันตอบไปทันใดว่า อยากกลับ
แม้ในเมืองหลวงจะสะดวกสบาย สวยงามศิวิไลซ์
ทว่าลึกๆในใจฉันโหยหาความอบอุ่นสบายใจที่เมืองหลวงไม่มีให้
ขณะนี้ ฉันยังมีงาน มีภาระ มีเป้าหมายบางอย่างที่ฉันหวังไว้
หากทุกสิ่งที่สำเร็จลงดังใจ
องค์ประกอบอื่นๆ เพียบพร้อม และลงตัวแล้ว
วันนั้น
ฉันจะกลับบ้าน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น