"สงกรานต์ปีนี้จะไปไหน "
คำถามคลาสสิคโยนลงมาในห้องสนทนากลุ่มเมื่อต้นปี
คำถามคลาสสิคโยนลงมาในห้องสนทนากลุ่มเมื่อต้นปี
ช่วงเวลาที่ฉันจะได้ไปเที่ยวกับเพื่อนก็มีแต่สงกรานต์กับปีใหม่เท่านั้น
ยิ่งโตขึ้นยิ่งหาเวลาที่ตรงกันได้ยาก
เพียงแค่นัดกินข้าวยังต้องเลื่อนเเล้วเลื่อนอีก
เพียงแค่นัดกินข้าวยังต้องเลื่อนเเล้วเลื่อนอีก
ด้วยเหตุนี้สมาชิกหกคนในกลุ่ม จึงสละสิทธิไปสอง
เนื่องจากต้องเตรียมสอบในด้านวิชาชีพ
คงเหลือแค่สี่ อันได้แก่ ดาว โอ๋ จอย และฉัน
เนื่องจากต้องเตรียมสอบในด้านวิชาชีพ
คงเหลือแค่สี่ อันได้แก่ ดาว โอ๋ จอย และฉัน
คำตอบในใจฉันที่คิดไว้ คงเป็นประทศใกล้ๆอย่าง พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์
เพราะอย่างน้อยก็เดินทางไม่เหนื่อย แถมมีงบประมาณที่พอรับมือไหว
คุยไปคุยมา สรุปว่าทุกคนมีสถานที่ในใจที่ค่อนข้างตรงกัน
นั่นคือ อยากกลับไปเก็บรายละเอียดที่สิงคโปร์
ต่อจากเมื่อสองปีที่แล้วที่เคยไปด้วยกันมา
และลองไปสำรวจดินแดนใหม่อย่างมาเลเซีย ที่ไม่เคยไปมาก่อน
เราเลือกไปเป็นชาวเกาะ ตลอดเทศกาลสงกรานต์ปีนี้
เราจะไปใช้ชีวิตอย่างชาวเกาะสิงคโปร์และชาวเกาะปีนัง
เราเดินทางกันในคืนวันที่ 11 เม.ย.
พักที่สิงคโปร์ 2 คืน ก่อนที่จะนั่งเครื่องบินไปลงที่ปีนัง
พักที่นั่นอีก 2 คืน แล้วกลับไทย
เดินทางในวันทำงาน ทำให้ต้องรีบออกจากออฟฟิศเวลาห้าโมงตรงเป๊ะ
พักที่สิงคโปร์ 2 คืน ก่อนที่จะนั่งเครื่องบินไปลงที่ปีนัง
พักที่นั่นอีก 2 คืน แล้วกลับไทย
เดินทางในวันทำงาน ทำให้ต้องรีบออกจากออฟฟิศเวลาห้าโมงตรงเป๊ะ
เพื่อนั่งแอร์พอร์ตลิงค์ไปสนามบิน
กินข้าวกินปลา แล้วนั่งรอสมาชิกที่เหลือ
ปรากฏว่าจอยมาถึงสนามบินช้า
เราสามคนต่างนั่งรอกันไปลุ้นกันไปด้วยความตื่นเต้ น
แต่ในที่สุดก็ทันเวลาขึ้นเครื ่องสามทุ่มยี่สิบนาที
ถึงสิงคโปร์ประมาณเที่ยงคืนกว่าตามเวลาท้องถิ่น
( เวลาเร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง )
เลยต้องใช้บริกาแท็กซี่ไปที่พัก
ครั้งนี้เราเลือกพักเป็น hostel ห้องรวม 4 คนในแถบ little india
ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่หอพัก
วางกระเป๋า จัดการเช็คอินเเล้วออกไปซื้อขนมที่ 7-11
ข้างๆที่พักมีวัยรุ่นชาวสิงคโปร์กำลังสังสรรค์อย่างคึกคัก
ข้างๆที่พักมีวัยรุ่นชาวสิงคโปร์กำลังสังสรรค์อย่างคึกคัก
เรากลับมานอนเอาแรง เตรียมออกทัวร์อย่างเต็มรูปแบบพรุ่งนี้
ตื่นเช้ามา ฟ้าครึ้มนิดหน่อย
ตัดสินใจว่าจะไปกินข้าวที่ไชน่าทาวน์กัน เพราะอยากไปดูวัดแขกแถวนั้น
เดินไปสุ่มๆ มาเจอร้านติ่มซำที่เปิดอยู่และมีผู้คนคึกคัก ชื่อร้าน Tak Po
ท้องของทุกคนเริ่มร้องกันแล้ว เลยมีพลังงานบางอย่างดึงดูดเข้าไป
ท้องของทุกคนเริ่มร้องกันแล้ว เลยมีพลังงานบางอย่างดึงดูดเข้าไป
ระหว่างที่นั่งรออาหาร ได้เจอกลุ่มคนไทยเวียนเดินเข้าร้านมาไม่ขาดสาย
เดาว่าร้านนี้ น่าจะเป็นร้านแนะนำในไกด์บุ๊คเล่มใดเล่มหนึ่ง
เราสี่คนสั่งกันแบบลืมตัว กะอิ่มเต็มที่
โอ๋เป็นคนเดียวในกลุ่มที่พูดภาษาจีนได้
การติดต่อสื่อสารกับคนที่นี่จึงง่ายขึ้น
เพราะสิงคโปร์มีพลเมืองชาวจีนเยอะ
โอ๋กลายเป็นล่ามกิตติมศักดิ์และที่พึ่งของเพื่อนๆตลอดทริป
อาหารที่นี่รสชาติอร่อยใช้ได้
ตอนที่โจ๊กไก่มาเสิร์ฟ มองไม่เห็นไก่เลย
เดาว่าร้านนี้ น่าจะเป็นร้านแนะนำในไกด์บุ๊คเล่มใดเล่มหนึ่ง
เราสี่คนสั่งกันแบบลืมตัว กะอิ่มเต็มที่
โอ๋เป็นคนเดียวในกลุ่มที่พูดภาษาจีนได้
การติดต่อสื่อสารกับคนที่นี่จึงง่ายขึ้น
เพราะสิงคโปร์มีพลเมืองชาวจีนเยอะ
โอ๋กลายเป็นล่ามกิตติมศักดิ์และที่พึ่งของเพื่อนๆตลอดทริป
อาหารที่นี่รสชาติอร่อยใช้ได้
ตอนที่โจ๊กไก่มาเสิร์ฟ มองไม่เห็นไก่เลย
แต่พอกินไปเรื่อยๆ เจอเนื้อไก่ด้านล่างเยอะจนกินไม่หมด
ไม่เหมือนบางร้านที่เห็นไก่โรยหน้าอยู่ข้างบน
หลงดีใจ คิดว่าจะให้เนื้อเยอะ
แต่กลางชามถึงก้นชามกลับไม่มีเลย
แค่โรยให้เห็นเป็นพิธีข้างหน้าเท่านั้น
โจ๊กไก่ชามนี้สอนอะไรฉันได้เหมือนกัน
พออิ่มท้องฝนกลับเริ่มโปรยลงมา
แวะไปดูวัดแขกได้แป๊บเดียว
แวะไปดูวัดแขกได้แป๊บเดียว
จากแผนที่ว่าจะเดินเล่นข้างนอกรอบๆเมืองจึงต้องเปลี่ยนเป็นหาสถานที่หลบฝนแทน
ดาวเสนอว่าอยากไปดู Aquarium
เลยพากันไปยัง Sentosa Resort ที่เกาะ Sentosa
เลยพากันไปยัง Sentosa Resort ที่เกาะ Sentosa
เขาบอกว่า Aquarium ที่นี่ เป็น Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ตอนเเรกฉันเฉยๆ ไม่ค่อยตื่นเต้นกับโลกใต้ทะเลเท่าไหร่
เพราะฉันไม่ค่อยชอบทะเล
ไม่ชอบว่ายน้ำ
ไม่ชอบความเวิ้งว้าง
ไม่ชอบแรงดันของน้ำ
ไม่ชอบที่มองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่เบื้องล่าง
ถึงแม้มนุษย์จะมีวิวัฒนาการมาจากปลา
แต่ฉัมนุษย์อย่างฉันเดินทางมาไกลมากโข
จนไม่อาจทำตัวให้เคยชินกับการอยู่ในน้ำได้
ยอมรับว่า aquarium จัดได้ดีมาก
ทุกอย่างสร้างบรรยากาศพร้อมทั้ง แสง สี เสียง
ดาวบอกว่าดีกว่า aquarium แถบยุโรปที่ดาวเคยไปเสียอีก
น่าแปลกที่ฉันเองใช้เวลาอยู่ในน้ั้นอย่างเพลิดเพลิน
ทุกคนมีความสุขมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ทุกอย่างสร้างบรรยากาศพร้อมทั้ง แสง สี เสียง
ดาวบอกว่าดีกว่า aquarium แถบยุโรปที่ดาวเคยไปเสียอีก
น่าแปลกที่ฉันเองใช้เวลาอยู่ในน้ั้นอย่างเพลิดเพลิน
ทุกคนมีความสุขมากอย่างไม่น่าเชื่อ
อาจเป็นเพราะมันทำให้ฉันระลึกถึงช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเป็นเวลาเก้าเดือน
ก่อนออกมายืนบนผืนโลกก็เป็นได้
หลังจากที่ได้เห็นหมู่ปลาตัวเป็นๆเวียนว่ายไปมา
ความคิดที่ว่าการนั่งดูปลาเป็นเรื่องน่าเบื่อก็พลันเปลี่ยนไป
ความคิดที่ว่าการนั่งดูปลาเป็นเรื่องน่าเบื่อก็พลันเปลี่ยนไป
ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคนจึงหลงใหลการดำน้ำกันนัก
ขนาดฉัน ผู้ที่ห่างไกลโลกใบนั้น
ยังรู้สึกประทับใจได้ขนาดนี้
ใต้น้ำยังมีเรื่องราวที่รอการค้นพบอีกมากมาย
ขนาดแผ่นดินที่เราว่ากว้างใหญ่
ยังถือเป็นส่วนน้อยนักเมื่อเทียบกับผืนน้ำ
กลับสู่โลกบนบก
เราตกลงว่าจะไปต่อกันที่ Singapore Art Museum
ตามคำขอเดินชมพิพิธภัณฑ์จากจอย
แต่ลงรถผิดสถานีด้วยความผิดของฉันเอง
เราตกลงว่าจะไปต่อกันที่ Singapore Art Museum
ตามคำขอเดินชมพิพิธภัณฑ์จากจอย
แต่ลงรถผิดสถานีด้วยความผิดของฉันเอง
เลยต้องนั่งรถวนใหม่อีกรอบใหญ่
ดีที่พิพิธภัณฑ์ปิดตอนหนึ่งทุ่ม เลยไปทัน
ขณะที่นั่งรถใต้ดินของสิงคโปร์
สังเกตว่าผู้คนบางส่วนก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง
นับเป็นเทรนด์ใหม่ไปทั่วโลกเสียแล้ว
ภายใน SAM จัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนไปเรื่อยทั้งปี
งานที่นี่ไม่ได้สวยตะลึงอลังการ
แต่ทำให้เรามองเห็นความคิดของชาวสิงคโปร์ในหลายๆด้าน
มีงานหนึ่งที่ฉันชอบ
เป็นการเอาไส้ดิ นสอมาทำเป็นพื้นดิน มีลวดทำเป็นตึกเล็กๆ
เขาบอกว่าสิงคโปร์สร้างเมืองจากไส้ดิ นสอของสถาปนิก
สิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย
ทั้งแผ่นดิน สวน มีส่วนที่สร้างขึ้นมาจากฝีมือมนุษย์
ผืนแผ่นดินจากธรรมชาติเป็นสิ่งล้ำค่า
เขาให้ความสำคัญและเน้นย้ำในจุ ดนี้มาก
และเป็นแนวคิดของในงานหลายๆชิ้น
หลังจากอิ่มเอมกับศิลปะ
(ที่พวกเราไม่ค่อยมีหัวทางนี้กันสักเท่าไหร่ )
ก็ได้เวลาไปละลายทรัพย์ที่ถนนออชาร์ด
กว่าเราจะไปถึง ฟ้าเริ่มมืดและเหลือเวลาน้อยแล้ว
เลยได้แต่ดูสินค้าในห้าง ION
ไม่ได้ออกไปยลโฉมถนนทั้งเส้นอีกตามเคย
( ได้เจอร้าน Kikki ร้านเครื่องเขียนสุดน่ารักของสิงคโปร์ด้วย ดีใจ )
มาอยู่ที่นี่ ส่วนมากเรากินอาหารตาม food center
ง่ายและสะดวกดี จ่ายเป็นเงินสด ไม่ต้องแลกคูปองให้วุ่นวาย
อาหารค่อนข้างหลากหลาย
ราคาจานละประมาณ 80 บาทไทยขึ้นไป
ปริมาณอาหารเยอะกว่าบ้านเรา
จนแอบสงสัยว่าทำไมชาวสิงคโปร์กินเยอะขนาดนี้แล้วไม่ค่อยอ้วน
13/4/2557
ดีที่พิพิธภัณฑ์ปิดตอนหนึ่งทุ่ม เลยไปทัน
ขณะที่นั่งรถใต้ดินของสิงคโปร์
สังเกตว่าผู้คนบางส่วนก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง
นับเป็นเทรนด์ใหม่ไปทั่วโลกเสียแล้ว
ภายใน SAM จัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนไปเรื่อยทั้งปี
งานที่นี่ไม่ได้สวยตะลึงอลังการ
แต่ทำให้เรามองเห็นความคิดของชาวสิงคโปร์ในหลายๆด้าน
มีงานหนึ่งที่ฉันชอบ
เป็นการเอาไส้ดิ
เขาบอกว่าสิงคโปร์สร้างเมืองจากไส้ดิ
สิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย
ทั้งแผ่นดิน สวน มีส่วนที่สร้างขึ้นมาจากฝีมือมนุษย์
ผืนแผ่นดินจากธรรมชาติเป็นสิ่งล้ำค่า
เขาให้ความสำคัญและเน้นย้ำในจุ
และเป็นแนวคิดของในงานหลายๆชิ้น
หลังจากอิ่มเอมกับศิลปะ
(ที่พวกเราไม่ค่อยมีหัวทางนี้กันสักเท่าไหร่ )
ก็ได้เวลาไปละลายทรัพย์ที่ถนนออชาร์ด
กว่าเราจะไปถึง ฟ้าเริ่มมืดและเหลือเวลาน้อยแล้ว
เลยได้แต่ดูสินค้าในห้าง ION
ไม่ได้ออกไปยลโฉมถนนทั้งเส้นอีกตามเคย
( ได้เจอร้าน Kikki ร้านเครื่องเขียนสุดน่ารักของสิงคโปร์ด้วย ดีใจ )
มาอยู่ที่นี่ ส่วนมากเรากินอาหารตาม food center
ง่ายและสะดวกดี จ่ายเป็นเงินสด ไม่ต้องแลกคูปองให้วุ่นวาย
อาหารค่อนข้างหลากหลาย
ราคาจานละประมาณ 80 บาทไทยขึ้นไป
ปริมาณอาหารเยอะกว่าบ้านเรา
จนแอบสงสัยว่าทำไมชาวสิงคโปร์กินเยอะขนาดนี้แล้วไม่ค่อยอ้วน
13/4/2557
ตั้งใจว่าจะไปเดินฺ Botanic Gardens ส่งท้ายสิงคโปร์
แต่เวลาไม่พอ เลยไปเดินเล่นที่ห้างมุสตาฟาแถวที่พักแทน
ประทับใจห้างนี้ตั้งแต่รอบก่อนที่มา
มุสตาฟาเป็นห้างที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
มีของเยอะมาก อาหาร ยา ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ
ยกให้เป็นจีฉ่อยแห่งสิงคโปร์แล้วกัน
ทริปเพิ่งมาถึงแค่ครึ่งเดียว
ช็อปปิ้งเล็กน้อยก่อนกลับไปเก็บของ
นั่งรถไปสนามบิน เพื่อเดินทางเหินฟ้าไปยังปีนัง
นั่งรถไปสนามบิน เพื่อเดินทางเหินฟ้าไปยังปีนัง
ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง
ก็เห็นการต้อนรับอันเขียวชอุ่มด้วยแมกไม้ของเกาะปีนัง
ก็เห็นการต้อนรับอันเขียวชอุ่มด้วยแมกไม้ของเกาะปีนัง
เมืองท่าชื่อดังตั้งแต่อดีต
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ไปเยือนประเทศมาเลเซีย
และเป็นเพราะฉันไม่ได้หาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับปีนังมาก่อน
ทุกอย่างสดใหม่มาก
ฉันเลยรู้สึกตื่นเต้นตื่นตากว่าการไปสิงคโปร์
เราโชคดีที่มี เหว่นเซิน เพื่อนชาวจีน-มาเลย์ของดาวมาต้อนรับในวันแรก
คอยพาไปที่พัก หาของกินอร่อย และคอยแนะนำสถานที่เที่ยวให้
ออกจากสนามบิน
เหว่นยเซินพาไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดร้านดัง ที่ผู้คนเนืองแน่น
ร้านยังคงบรรยากาศความขลังด้วยเฟอรืนิเจอร์แบบเก่า
แถมด้วยหลักซา ห่อหมก อาหารอีกสองสามอย่างที่ฉันไม่รู้จัก
ร้านยังคงบรรยากาศความขลังด้วยเฟอรืนิเจอร์แบบเก่า
แถมด้วยหลักซา ห่อหมก อาหารอีกสองสามอย่างที่ฉันไม่รู้จัก
ต่อด้วยลอดช่องมาเลย์
ที่คล้ายลอดช่องไทยที่หอมแต่ไม่หวาน
ที่คล้ายลอดช่องไทยที่หอมแต่ไม่หวาน
ร้านคนเยอะมาก บางคนต้องยืนกินหน้าร้าน
เราห้าคนต้องไปนั่งโต๊ะที่มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อน
แอบเกรงใจเพราะเสียงพวกเราโล้งเล้งกันพอควร
แล้วเหว่ยเซินก็เริ่มสนทนากับชายผู้นั้นเป็นภาษาจีน
แล้วเหว่ยเซินก็เริ่มสนทนากับชายผู้นั้นเป็นภาษาจีน
ถึงได้รู้ว่าที่จริงเขาเป็นคนไทย
( อ้าว พี่ ! นั่งเงียบมาตั้งนาน )
( อ้าว พี่ ! นั่งเงียบมาตั้งนาน )
สอบถามได้ความว่า เขาปั่นจักรยานมาเที่ยวคนเดียวจากหาดใหญ่
พวกเพื่อนๆพากันปลาบปลื้มในความกล้าหาญของเขากันไป
ก่อนที่จะแยกย้ายร่ำลากันไปพักผ่อน หลังขนมหมดถ้วย
คนไทยไปทุกที่ทั่วโลกจริงๆ
คนไทยไปทุกที่ทั่วโลกจริงๆ
เราแวะเอาของไปเก็บที่พัก ซึ่งตั้งอยู่บนถนนชื่อหวาน Love Lane
ก่อนนั่งรถออกสำรวจเมืองรอบๆ
ตึกที่นี่คล้ายๆกับเขตเมืองเก่าที่ภูเก็ตบ้านเรา
ดูเป็นเมืองใหญ่กว่าที่เราคิ ดมาก
บ้านเมืองดูสะอาดเป็นระเบียบดี
เพิ่งรู้ว่า จอร์จทาวน์ เมืองหลวงของปีนัง เป็นเมืบ้านเมืองดูสะอาดเป็นระเบียบดี
แถมยังปีนังยังติดอันดับหนึ่งเมืองที่มีอาหารริมถนนอร่่อยที่สุดในเอเชียปี 2012 จาก www.cnngo.com
แค่เริ่มรู้จัก ก็รู้สึกว่าปีนังไม่ธรรมดานะเนี่ย
วันนี้เป็นวันที่มีงานดนตรีโลกที่ปีนังพอดี
โชคดี(อีกแล้ว)ที่เหว่ยเซินมีตั๋วให้พวกเราเข้าไปชมด้วย
ระหว่างทางเราแวะชมวิวเมืองปีนังจากมุมสูงที่วัดแขก
ปีนบันไดกันจนเมื่อย
งานดนตรีจัดใน Botanic Garden ของปีนัง
มีวงดนตรีจากประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส บัลแกเรีย อินเดีย และของมาเลเซียเองมาแสดง
แดดร่มลมตก นั่งฟังเพลงจากทุกมุมโลกแบบเพลินๆ
ผู้คนก็ดูสบายๆ โยกย้ายไปตามจังหวะเพลงกันคึกคัก
ชาวต่างชาติลุกขึ้นมาเต้นกันสนุกสนาน
ประทับใจคุณแม่ชาวญี่ปุ่นที่นั่งตรงหน้า
เธอออกลีลาท่าทางได้จริงใจและถูกใจผู้ชมข้างหลังอย่างเรามาก
ชาวต่างชาติลุกขึ้นมาเต้นกันสนุกสนาน
ประทับใจคุณแม่ชาวญี่ปุ่นที่นั่งตรงหน้า
เธอออกลีลาท่าทางได้จริงใจและถูกใจผู้ชมข้างหลังอย่างเรามาก
ชิลล์ดี จบวันแรกแบบสวยๆ
แม้จะแอบเหนื่อยและเพลียกับการเดินทางเล็กๆ
14/4/2557
วันนี้เราสี่คนเดินเที่ยวเองรอบๆเมือง โดยดูจากแผนที่
จอร์จทาวน์มีผังเมืองเป็นบล็อก ค่อนข้างเดินง่าย
มีสถานที่สำคัญหลายแบบ ทั้งวัดจีน มัสยิด วัดแขก
หลายอารยธรรมมาผสมผสาน
ตึกสวยเรียงรายตามทางทุกมุมถนนละลานตา
ติดที่ว่าแดดร้อนและเเรงไปหน่อย
ระหว่างตรอกซอกซอยจะมีภาพเขียนบนผนังให้ยิ้มได้ตลอด
ยิ่งถ้าเป็นวันหยุด นักท่องเที่ยวจะมาต่อคิวถ่ายรูปกันยาวเลย
ขณะที่เดินอยู่ริมถนน
เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ผ้าบาติก เรียกให้เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์
ตอนแรกว่าจะไม่เข้าไป แต่ไหนไหนก็ไหนไหนแล้ว
ลองไปซะหน่อย
ปรากฏว่าเข้าไปแล้วทุกคนชอบ
งานในนั้นสวยมาก ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็น่ารัก
คอยอธิบายดีมาก
จอยกับดาวซื้อหนังสือรวมภาพวาดที่นั่นมาด้วย
พอเเดดเริ่มเเรง เลยหาที่หลบแดดสักพัก
ผ่านร้านอาหารร้านหนึ่ง ดาวเห็นรูปขนมหน้าร้านน่าสนใจ
ตกลงใจเข้าไป
สภาพข้างนอกดูธรรมดามาก
แต่ข้างในแต่งอลังการเหมือนร้านขายของเก่า
เจ้าของร้านก็น่ารัก
อาหารเป็นโฮมเมด อร่อยด้วย
ให้ความรู้สึกเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อน
เห็นคนทำกิจการส่วนตัวแบบนี้แล้วรู้สึกดี
ดูเขารักและมีความสุขกับสิ่งที่ทำจริงๆ
อิ่มแล้วเดินต่อรอบเมือง
ไปดูพิพิธภัณฑ์กัน
ได้เห็นความหรูหราฟู่ฟ่าของชาวพีรานากัน หรือ ชาวจีนที่ร่ำรวยในอดีต
ระหว่างที่เดิน จอยบอกว่า ข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของชาวปีนัง
คล้ายคลึงกับทางภาคใต้ของเรามาก ( จอยเป็นสาวเมืองคอน )
คงเป็นเพราะความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์
มาทะเลทั้งที่ต้องไปเดินชายหาด
หาดที่นี่ไม่ได้เป็นหาดทรายขาว ทอดตัวยาว
เป็นชายหาดหินสั้นๆ
มีชาวปีนังมานั่งเล่นรับลม ชมวิว ตกปลา
คนเมืองนี้ดูมีความสุขดี
อากาศดี อาหารเพียบ รถไม่ติด
รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้หาเรื่องเมืองปีนังอ่านมาก่อน
คงจะเที่ยวได้สนุกและเข้าใจมากกว่านี้
วันสุดท้ายแล้ว
ส่งท้ายด้วยการออกนอกจอร์จทาวน์ไปเดินสวนสมุนไพร
ระหว่างทางต้องขึ้นเขาไปพอควร รถเมล์ ปอ. ก็วิ่งให้บริการแม้ในพื้นที่เขาแบบนี้ด้วย
สวนเขียวชอุ่ม น่าเดิน
ฉันชอบมาก
นึกถึงสวนสมุนไพรที่บ้านเรา
แม้เราจะมีต้นไม้เหมือนกัน แต่การให้ความสำคัญต่างกัน
ที่นี่มีเจ้าหน้าที่มาคอยนำทางด้วย
เขาคอยอธิบายสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ
หลายอย่างฉันเพิ่งรู้ ทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก
ทำให้ฉันรู้สึกรักภูมิปัญญาคนโบราณ
อยากกลับไปกินสมุนไพรให้คุ้มกับความรู้ที่ได้รับมา
ส่งท้ายด้วยการออกนอกจอร์จทาวน์ไปเดินสวนสมุนไพร
ระหว่างทางต้องขึ้นเขาไปพอควร รถเมล์ ปอ. ก็วิ่งให้บริการแม้ในพื้นที่เขาแบบนี้ด้วย
สวนเขียวชอุ่ม น่าเดิน
ฉันชอบมาก
นึกถึงสวนสมุนไพรที่บ้านเรา
แม้เราจะมีต้นไม้เหมือนกัน แต่การให้ความสำคัญต่างกัน
ที่นี่มีเจ้าหน้าที่มาคอยนำทางด้วย
เขาคอยอธิบายสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ
หลายอย่างฉันเพิ่งรู้ ทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก
ทำให้ฉันรู้สึกรักภูมิปัญญาคนโบราณ
อยากกลับไปกินสมุนไพรให้คุ้มกับความรู้ที่ได้รับมา
จากนั้นไปฟาร์มผีเสื้อต่อ
ผีเสื้อที่นี่เยอะมาก
ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์
ที่อยู่ท่ามกลางหมู่ผีเสื้อนับร้อยนับพัน
เจ้าหน้าที่ที่นี่ก็น่ารักอีกแล้ว ตั้งใจอธิบายให้ความรู้นักท่องเที่ยว
จากนั้นก็ไปดูโรงงานผ้าบาติก ร้านกาแฟ
กลับโรงแรม และเตรียมตัวกลับเมืองไทย
มาเลเซียต่างจากที่ฉันคิดไว้เยอะ
เคยคิดว่าคนที่นี่จะดุๆหน่อย แต่เท่าที่เจอก็ไม่
ยังเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากร
มีการผสมผสานของหลายๆวัฒนธรรมให้ศึกษา
สัญญากับตัวเองไว้ว่าถ้ามีเวลาจะไปเยือนอีกครั้งให้ได้
ทริปนี้ทุกคนอิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ
สงกรานต์หน้ามาถึงเมื่อไหร่
คงมีอะไรมาเล่าให้ฟังอีกที










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น